facebook share
facebook share
ดร.พูมใจ
นาคสกุล
อดีตผู้บริหารส่วน ฝ่ายวิจัย สายนโยบายการเงิน และอดีตผู้บริหารทีม ทีมแบบจำลองเชิงปริมาณและวิศวกรรมการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง First Senior Vice President (FSVP), Quantitative Models & Enterprise Analytics ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา
บทความอื่นๆ
ลงทุนอย่างไรให้ยั่งยืน
ลงทุนอย่างไรให้ยั่งยืน | ดร. พูมใจ นาคสกุล

ดร. พูมใจ นาคสกุล  ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนา  นำเสนอเรื่อง “การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน”  โดย ดร. พูมใจ ได้เกริ่นถึงภูมิหลังและวิวัฒนาการการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ของประชาคมโลก กว่าทศวรรษที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์อยู่ครั้งถึงสองครั้ง ซึ่งการเปลี่ยนครั้งสำคัญครั้งหนึ่งก็คือ ช่วงหลังสงครามโลก ที่แต่เดิมการพัฒนาเป็นสิ่งที่มองข้ามหรือ take for granted ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไร การพัฒนาจะต้องเกิดขึ้นด้วยตัวเองอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่เรารอก็คือ รอเวลาให้ประเทศโลกที่สามเลียนแบบประเทศโลกที่หนึ่ง เพื่อให้ได้ชื่อว่า เป็นประเทศพัฒนา แต่เมื่อสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น เราจึงพยายามกระตุ้นหรือจี้ให้เกิดขึ้น UNCTAD ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายามนั้นที่มองว่าถ้าไม่มีการค้าขายแลกเปลี่ยน (trade) จากโลกเหนือไปโลกใต้ (North to South) การพัฒนาก็จะไม่เกิดขึ้น จากนั้นกระบวนทัศน์ก็ปรับเปลี่ยนไปสู่การที่โลกเหนือลงทุนในโลกใต้ (North invests in South) และทำอย่างไรให้การลงทุนค้าขายนั้นเป็นไปอย่างไม่เอารัดเอาเปรียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกลุ่ม 77

ด้วยเหตุนี้ การปรับเปลี่ยนแรก (the first paradigm shift) ที่เห็นได้ชัดก็คือ การพัฒนาไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างอัตโนมัติหรือได้ด้วยตัวของมันเอง อย่างน้อย สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาได้คือ ความช่วยเหลือและการสนับสนุน ซึ่งเป็นแนวทางที่รู้จักกันในนาม Millennium Development Goals (MDGs)

การปรับเปลี่ยนครั้งที่สอง (the second paradigm shift) คือ การพัฒนาเกิดขึ้นเองได้ แต่ไม่ใช่สักแต่ว่าเกิด และต้องเกิดขึ้นในรูปแบบที่โลกรับไหว กลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกาซึ่งยากจนข้นแค้นอาจจะสามารถทำตามกระบวนทัศน์ที่ว่า ประเทศโลกที่สามทำตามประเทศโลกที่หนึ่ง ได้ แต่ในมุมของประเทศอย่างจีนหรืออินเดีย การทำตามกระบวนทัศน์นั้น โลกคงรับไม่ไหว เพราะเมื่อทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีประชากรเป็นจำนวนมากอย่างจีนหรืออินเดีย หากมีศักยภาพหรือการพัฒนาแบบประเทศโลกที่หนึ่ง ย่อมต้องใช้ทรัพยากรมากมายเกินกว่าโลกจะรับไหว และถ้าประเทศโลกที่สามทุกประเทศซึ่งมีจำนวนมากกกว่าประเทศโลกที่หนึ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดำเนินรอยตามการพัฒนาแบบเดิม โลกรับไม่ไหวแน่นอน  ดังเช่นที่ ท่านมหาตมะ คานธี เคยตอบคำถามที่ว่าว่าอินเดียต้องการจะพัฒนาให้เจริญแบบประเทศอังกฤษหรือไม่ โดยท่านตอบว่า ประเทศอังกฤษกำลังใช้ทรัพยากรอยู่ครึ่งโลกเพื่อหล่อเลี้ยงคนอังกฤษ แล้วเราต้องใช้ทรัพยากรของกี่โลกเพื่อหล่อเลี้ยงคนอินเดีย

ในปัจจุบัน มีการคำนวณว่า เรากำลังใช้ทรัพยากรเท่ากับ 1.5 โลก เพื่อหล่อเลี้ยงมนุษยชาติ นั่นหมายถึงว่า เรากำลังใช้ทรัพยากรมากกว่าที่โลกมีซึ่งเราไม่เพียงใช้และทำให้ทรัพยากรหมดไป (Exhaust resources) แต่เรากำลังทำให้ขีดความสามารถของโลกที่รองรับขยะหรือของเสียรวมไปถึงการสร้างสมดุลทางธรรมชาติของโลกหมดไปด้วย

ในมุมมองนี้ เป้าหมายของการพัฒนาจึงไม่ใช่เพื่อแค่ให้เกิดการพัฒนา การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาที่โลกต้องรับไหวและนั่นหมายถึง พัฒนาอย่างไรให้โลกของเราอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับมุมมองของมั่นพัฒนา ที่เราเห็นด้วยกับการตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG 17 ประการ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายทั้ง 17 ประการจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือ ถ้าเกิดขึ้นได้ มันก็จะไม่ยั่งยืน ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ หรือเปลี่ยน mindset ของประชาคมโลก การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy – SEP) มาเป็นหลักและแนวทางในการพัฒนาจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้การพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป้าหมายทั้ง 17 ประการเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน โดยต้องมีการสร้างฉันทามติในประชาคมโลกและนำ SEP ไปบูรณาการปรับใช้ในส่วนของนโยบายและกลยุทธ์ต่างๆ

จากมุมมองของมั่นพัฒนา เรามีข้อเสนอแนะอยู่สองประการสำหรับประเทศไทย ในฐานะประธานกลุ่ม G-77

ข้อเสนอแนะประการที่ 1 เสนอแม่บทเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นต้นแบบหรือแม่แบบในเชิงหลักคิดทางการพัฒนา ในสองมิติ

มิติแรก คือ การนำเสนอ SEP โดยเฉพาะกับ G-77 ซึ่งมีจุดยืน และประเทศไทยเองก็มีจุดยืนในด้าน SEP ที่จะสามารถแสดงความเป็นผู้นำในจุดนี้ได้ 

มิติที่สอง คือ การตั้งสมการการพัฒนาที่ว่า There’s no security without sustainable development. ซึ่งเสริมขึ้นมาจากสิ่งที่โคฟี่ อันนัน เคยกล่าวไว้ว่า เราไม่สามารถสร้างความมั่นคงได้ถ้าไม่มีการพัฒนา แต่ในสภาวการณ์นี้ เราจะไม่สามารถสร้างความมั่นคงได้ ถ้าไม่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทั่วไปแล้ว เมื่อประเทศหนึ่งพัฒนาไปมากกว่าอีกประเทศหนึ่ง สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ การที่ประเทศพัฒนาแล้วนั้นกลายมาเป็นสิ่งที่คุกคามความมั่นคงของอีกประเทศหนึ่งที่ด้อยพัฒนา

ดังนั้นการที่เรายึดหลัก SEP เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (พอประมาณ, มีเหตุผล, มีภูมิคุ้มกัน) ประเทศไทยจะสามารถเป็นต้นแบบทางความคิดและแนวทางปฏิบัติที่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้โดยไม่คุกคามความมั่นคงของประเทศใด โลกใต้สามารถได้รับประโยชน์โดยไม่ได้ตั้งอยู่บนความสูญเสียของโลกเหนือ

ข้อเสนอแนะประการที่ 2 ประเทศไทยสามารถมุ่งเน้นไปที่ SDG 8 (Economy - Promote sustained, inclusive and sustainable economic growth, full and productive employment and decent work for all)  กับ SDG 12 (Consumption - Ensure sustainable consumption and production patterns) ซึ่งเราสามารถนำเสนอ หรือ showcase แนวทางปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างชัดเจน

ในส่วนของการค้าและการลงทุนนั้น หากมองในแง่การค้าและการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เราต้องกลับมาพิจารณาความหมายของ Sustainable Development อีกครั้ง ซึ่งได้มีการกำหนดไว้แล้วในปี ค.ศ. 1987 เมื่อคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาของสหประชาชาติ (United Nation’s World Commission on Environment and Development) โดยคณะกรรมาธิการบรันท์แลนด์ (The Brundtland Commission) ได้ให้นิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ว่า “Development that meets the needs of the present without compromising the ability of future generations to meet their own needs” หรือ “การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่ทำให้ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นต่อไปต้องลดลง” ดังนั้นในเชิงการค้าและการลงทุนเพื่อการพัฒนานั้น ไม่ควรพัฒนาแบบลูกโป่งเหมือนสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และแตกในที่สุด การค้าและการลงทุนเพื่อการพัฒนา นั้นควรสอดคล้องกับคำนิยามที่กล่าวไว้เบื้องต้น โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับด้วยกัน คือ

1. ยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง (Self-sustained)

2. ยั่งยืนแต่ไม่ทำร้ายสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม (Externally sustainable)

3. ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (For development that is sustainable)

4. สร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมการลงทุนที่ไม่ทำร้ายสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังส่งเสริมให้ทั้งสามปัจจัยดีขึ้น (Greening industry)

ประเทศไทยในฐานะประธาน G77 จึงสามารถนำเสนอแนวทางนี้ ในมุมมองที่ว่าโลกใต้ช่วยโลกใต้ โดยไม่ได้มุ่งหวังกีดกันหรือคุกคามโลกเหนือ แต่มุ่งหวังที่จะช่วยกันพัฒนา Greening Industry ซึ่งสอดคล้องกับหลัก SEP โดยเฉพาะในแง่ของการสร้างภูมิคุ้มกัน และสร้างกรอบใหม่ที่ว่า นโยบายการค้าการลงทุนไม่ได้ตั้งอยู่ที่ขอบเขตของพรมแดนประเทศอีกต่อไป แต่ตั้งอยู่บนขอบเขตของปัญหาที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน (เช่น เรากีดกันข้าวโพดจากกัมพูชา ไม่ใช่เพราะมาจากกัมพูชา แต่เพราะกระบวนการผลิตข้าวโพดนั้นก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ)

ดร. พูมใจ นาคสกุล  นำเสนอที่ประชุมในหัวข้อ “แนวทางการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม  G-77 Meeting on Investment for Sustainable Development  เมื่อวันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559 ณ ห้องวอเตอร์เกท บอลล์รูม บี โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ

บทความอื่นๆ