facebook share
facebook share
ดร.ปรียานุช
ธรรมปิยา
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พัฒนา และพุทธเศรษฐศาสตร์ และปี 2547 ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานเศรษฐกิจพอเพียง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา
บทความอื่นๆ
การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยเน้นความเป็นมนุษย์และความเอื้ออาทร คือกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยเน้นความเป็นมนุษย์และความเอื้ออาทร คือกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

(9 ก.ค. 61) ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ได้รับเชิญจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ หรือ ยูเนสโกเพื่อร่วมการประชุม Technical consultation meeting on the future of Education for Sustainable Development ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการประชุมเมื่อวันที่ 6-8 มี.ค.61 ที่ผ่านมา ณ เมืองกูรีตีบา รัฐปารานา ประเทศบราซิล โดยหน่วยงาน Global Action Programme (GAP) on Education for Sustainable Development ของ ยูเนสโก ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและจัดทำยุทธศาสตร์ทางด้านการศึกษา ได้จัดการประชุม UNESCO Symposium on The Future of Education for Sustainable Development ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ Transition to Sustainable Consumption and Production and Education for Sustainable Development (ESD) ขึ้นและดร.ปรียานุชเป็นผู้เชี่ยวชาญชาวไทยเพียงท่านเดียวที่ได้รับเชิญจากทั้งหมด 14 ประเทศทั่วโลก

การประชุมในกรุงเทพฯ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นร่างเอกสารสำหรับการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังการหมดวาระของ The Global Action Programme (GAP) on Education for Sustainable Development ในปี 2562 ที่จะถึงนี้ 

ภายในงาน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจากผู้ร่วมประชุมกว่า 100 คนที่เป็นตัวแทนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ในช่วงเช้า นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมกล่าวเปิดงานโดยได้แลกเปลี่ยนถึงแนวทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยที่น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรที่ทรงพระราชทานไว้ตั้งแต่ช่วงปี 2517 มาเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงาน ด้วยการเดินทางสายกลาง ตามหลักของความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน และกำกับด้วยความรู้คู่คุณธรรม

ในช่วงบ่าย ดร.ปรียานุช ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายย่อย หัวข้อ Consumerism and sustainable Development ซึ่งมี นาย Arjen Wals, UNESCO Chair, Wageningen University ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ นาย Anantha Duraiappah, Director, UNESCO Mahatma Gandhi Institute of Education for Peace and Sustainable Development อภิปรายแลกเปลี่ยนถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เป็นประเด็นหลักที่สำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างของการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต รวมถึงได้หารือเกี่ยวกับความท้าทายต่าง ๆ ในการทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดความสมดุลด้วยการปรับใช้การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเครื่องมือ

นาย Arjen Wals นักการศึกษาอาวุโส กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คือการทำให้คนสามารถคิดวิเคราะห์และวิพากษ์ในสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น สามารถคิดอย่างลึกซึ้งและตั้งคำถามที่ยาก ๆ ได้ เช่น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเรื่องการ "ขจัดความยากจน" ทำไมเราไม่ลองคิดว่าอาจจะสามารถปรับเปลี่ยนเป็นการ "ขจัดความร่ำรวยแบบสุดโต่ง" (eradicating extreme wealth) ซึ่งอาจจะมีประสิทธิภาพในการช่วยขจัดความยากจนได้มากกว่าหรือไม่ หรือ เป้าหมายที่ 8 ที่กล่าวถึงการ "ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน" จะสามารถปรับเปลี่ยนเป็น "ส่งเสริมการเจริญเติบโตบนพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและเป็นธรรม (decent work in healthy and fair economy) ได้หรือไม่

จากนั้น นาย Arjen Wals ได้แสดงความคิดเห็นว่าการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คือการต้องรู้จักคิดและตั้งคำถามเกี่ยวกับการพัฒนา เช่น รากฐานของความไม่ยั่งยืนเกิดจากการพัฒนาทางที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ใช่หรือไม่ เพราะ "เศรษฐกิจ" ควรเป็นเพียง "เครื่องมือ" ในการทำให้มนุษย์อยู่อย่างมีความสุขมากกว่า ดังนั้น มนุษย์ควรแสวงหา "การพัฒนาทางเลือก" หรือ Alternative Development ที่มุ่งเน้นประเด็นอื่น ๆ มากกว่าตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อาทิ การอนุรักษ์ หรือ conservation, การมีสติรู้คิดอยู่เสมอ หรือ mindfulness, และการเรียนรู้เพื่อให้อยู่กับธรรมชาติได้อย่างสมดุลเป็นต้น

นักการศึกษาอาวุโสจากประเทศเนเธอร์แลนด์อธิบายว่า การศึกษาในระบบปัจจุบันควรปรับเปลี่ยนจาก "ระบบการแข่งขัน" เป็น "ระบบการสร้างพื้นที่" ของการศึกษาที่สามารถโอบอุ้มเด็ก ๆ ที่มีพัฒนาการ, ความสนใจ, พื้นฐานชีวิต, สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันให้สามารถงอกงาม เติบโตเป็นผู้ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกได้ในวิธีของตน โดยระบบการศึกษาใหม่ต้องให้ความสำคัญกับ "เศรษฐกิจหมุนเวียน" หรือ Circular Economy ร่วมกับความสามารถในการคิดเชิงระบบ หรือ Systems Thinking

นาย Arjen Wals แสดงความคิดเห็นว่าโลกควรบ่มเพาะให้เด็กและเยาวชนเห็นถึงความเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่งบนโลกและไม่หยุดที่จะตั้งคำถาม ให้เด็กสามารถคิดเชิงระบบได้ว่าทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง โดยให้ความสำคัญกับการ "แบ่งปัน" หรือ sharing, การฟื้นฟู หรือ restore, การกลับมาเชื่อมโยงกัน หรือ reconnect ระหว่างคนกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา โดยรู้จักการตั้งคำถามและวิพากษ์ในสิ่งที่เกิดขึ้น, รู้จักคิดและลงมือปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ดีกว่าได้

นาย Arjen Wals กล่าวว่า การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนควรมุ่งเน้นการดำรงอยู่และการเจริญเติบโตอย่างสมดุลของมนุษย์และความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจ กับ ประเพณีวัฒนธรรมและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนโลกนี้ โดยต้องเป็นการศึกษาที่ปรับเปลี่ยนไปสู่ "ความยั่งยืน" ที่แท้จริงในทุกมิติ แต่ต้องไม่ใช้การนำคำพูดไปใช้กันจนพร่ำเพรื่อกลายเป็นคำฮิตที่ติดปากโดยไม่รู้ถึงนัยสำคัญและความหมายที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้ไม่เกิดการนำไปคิด พิจารณาอย่างถ้วนถี่เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังที่จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ในชีวิตจริง

ด้านนาย Anantha Duraiappah ผู้อำนวยการสถาบันมหาตมะ คานธีของยูเนสโก เพื่อสันติศึกษาและการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบันอาจยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การผลิตหุ่นยนต์, หรือ การผลิตสินค้าและบริการในด้านต่าง ๆ เนื่องจากยังคงเป็นการศึกษาที่ใช้รูปแบบเดิมตั้งแต่สมัยอริสโตเติลเมื่อ 300 กว่าปีมาแล้วที่เน้นการให้ความรู้เพื่อเพิ่มผลผลิตตอบสนองระบบอุตสาหกรรม โดย "ฝึก" หรือ train มนุษย์ให้เป็น "ผู้ล่า" หรือ predator เพื่อ "ผลิต" หรือ produce และทำให้คนทำร้ายซึ่งกันและกันผ่านระบบของการแข่งขันเพียงเพราะเพื่อ "ความอยู่รอด" และมนุษย์ไม่ควรตกเป็นทาสของตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP เพราะ GDP เป็นเพียงตัวชี้วัดเพื่อดูว่าเรามีการใช้ทรัพยากรบนโลกนี้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่เท่านั้น แต่ GDP ไม่สามารถวัดความเป็นอยู่ที่ดีและความสงบสุขของสังคมได้

นาย Anantha อธิบายต่อไปว่า การศึกษาในปัจจุบันยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ แต่ไปเน้นเรื่อง "ทุนด้านมนุษย์" หรือ Human Capital ที่มุ่งเพียงการอ่านออกเขียนได้, การมีงานทำ, มีรายได้ ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันอย่างเข้มข้นในสังคม และสร้างให้เกิดความกดดันต่อเด็กและเยาวชนของโลกมากกว่าความสุขจากการประสบความสำเร็จ โดยเชื่อว่าเมื่อประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจแล้ว คนจึงจะมีความสุข

นาย Anantha แสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่โลกต้องการมากที่สุดในปัจจุบันคือ "passionate society" หรือ สังคมที่มีความรักและเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งระบบการศึกษาที่จะทำให้ประชากรโลกเป็นแบบนั้นได้คือ "Singular Transformation" คือการให้ความสำคัญกับ "Human Well-being" หรือ ความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ ก่อนเป็นอันดับแรก โดยจัดให้เกิดระบบการศึกษามุ่งที่การบ่มเพาะให้คนเติบโตงอกงาม (flourish) เพื่อให้มีความอยู่ดีและมีความสุขมากกว่า โดยเมื่อคนสามารถเติบโตได้อย่างงดงามตามศักยภาพของตนแล้วจึงจะสามารถประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจได้ในทางกลับกัน

ผู้อำนวยการสถาบันมหาตมะ คานธีของยูเนสโก เสนอว่าระบบการศึกษาแบบ "Singular Transformation" จะมุ่งเน้นที่การเรียนการสอนแบบ Social-Emotional Learning (SEL) โดยให้ความสำคัญกับ 4 เรื่อง ได้แก่ ความเอื้ออาทร (Empathy), การมีสติรู้คิดอยู่เสมอ (Mindfulness), การรู้จักตั้งคำถามและวิพากษ์ (Critical Inquiry), และ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Compassion) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้คนสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างสมดุลมากขึ้น

นาย Anantha กล่าวต่อไปว่า เด็กและเยาวชนทุกคนมีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำระบบการศึกษาเพียงแบบเดียวไปใช้กับเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในหลาย ๆ บริบททางเศรษฐกิจและสังคมได้ ดังนั้นระบบการศึกษาและการเรียนการสอนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสนุก น่าสนใจ และเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนสามารถมีส่วนร่วมได้ตามความสนใจและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนนั่นเอง นอกจากนี้ระบบการประเมินผลการศึกษาก็ควรจะเป็นระบบการสอบที่สนุกสนาน ไม่ใช่การสอบแบบเดียวที่ใช้วัดคนทั่วโลกเหมือนกันทั้งหมด

ผู้อำนวยการสถาบันมหาตมะ คานธีของยูเนสโก กล่าวสรุปว่าหากโลกต้องการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือสิ่งใดก็ตามที่เหนือไปกว่านั้น เราต้องปรับระบบการศึกษาให้เป็นการศึกษาเพื่อมนุษย์ชาติ (Education for Humanity) โดยนำเรื่องการพัฒนาการด้านอารมณ์ หรือ Emotional Intelligence กลับมาในระบบโรงเรียนอีกครั้ง และไม่มุ่งเน้นที่การเพิ่มความฉลาดทางสติปัญญา หรือ IQ เพียงด้านเดียว

บทความอื่นๆ