facebook share
facebook share
ดร.มลฤดี สระฏัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนามนุษย์ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิมั่นพัฒนา และอาจารย์ประจำวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงและการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรขนาดใหญ่ทั้งในประเทศไทยและประเทศอังกฤษ อีกทั้งเป็นนักวิจัยและอาจารย์ประจำวิทยาลัยธุรกิจในประเทศอังกฤษ 2 แห่ง เป็นระยะเวลากว่า 6 ปี
บทความอื่นๆ
“ความพอเพียง” นำพาสังคมไทยลดการทุจริต
“ความพอเพียง” นำพาสังคมไทยลดการทุจริต

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 ดร.มลฤดี สระฏัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนามนุษย์ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิมั่นพัฒนา เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ณ ห้องนนทบุรี 2 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ในวันแรกของโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การป้องกันการทุจริตตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” สำหรับข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติภารกิจด้านการป้องกันการทุจริต

ดร.มลฤดี กล่าวว่า ในอดีตประเทศไทยมีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรสูงขึ้นถึงยี่สิบเท่า จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่การพัฒนานี้ก็ไม่ต่างจากการสร้างตึกสูงโดยไม่ได้ตอกเสาเข็ม ความเจริญในชั่วพริบตาต้องแลกมาด้วยความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เพิ่มมากขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษ วิกฤตทางเศรษฐกิจ และอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากความไม่พอดี ความฟุ้งเฟ้อ คนที่มีมากแล้วก็อยากมีอีก โดยที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว ซึ่งเรื่องของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนนี้ ยังเป็นประเด็นที่โลกกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก องค์การสหประชาชาติจึงได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ (Sustainable Development Goals - SDGs) ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นกรอบในการแก้ไขปัญหาความไม่ยั่งยืนของโลกอย่างครอบคลุมในทุก ๆ เรื่อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะแก้ไขปัญหาแต่ละเรื่องได้อย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากฐานราก นั่นคือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนก่อน ซึ่งการจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้นั้นก็ต้องเริ่มจากการปลูกฝังจิตสำนึก ให้คนมีหลักคิดที่ถูกต้องเป็นอันดับแรก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงถือเป็นปรัชญาที่ตอบโจทย์ในเรื่องการพัฒนาคนให้คนมีพื้นฐานหลักคิดที่แข็งแรง เปรียบเทียบได้กับสัมมาทิฏฐิ ทำให้สามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้บนพื้นฐานของความรู้คู่คุณธรรม โดยยึดหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน นำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมทุกเรื่องและมีความยั่งยืน ไม่แค่เพียงในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงมิติวัฒนธรรม ที่คำนึงถึงเรื่องการปรับใช้ทฤษฎีหรือภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย 

ทว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นก็เหมือนกับปรัชญาอื่น ๆ นั่นคือ เป็นสิ่งนามธรรม ซึ่งสิ่งนามธรรมนี้จะถูกแสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมได้จากการกระทำ การปฏิบัติจริง ซึ่งหากเราลองพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไม่ว่าจะเป็นหลักการทรงงาน 23 ข้อ, หลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา หรือโครงการในพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ล้วนมาจากแก่นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสิ้น และหากมองย้อนกลับมา พวกเราทั้งหมดก็สามารถน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจมามาเป็นหลักคิดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้ทั้งในชีวิตส่วนตัว ในงานประจำวัน ไปจนถึงในเนื้อหาการทำงานหลัก ๆ แต่สำคัญที่สุดคือต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ยกตัวอย่างเช่น หากครูอยากสอนให้เด็กชีวิตอย่างพอเพียง ก็ต้องเริ่มจากตัวครูก่อน ตอนนี้จัดการกับปัญหาหนี้ได้หรือยัง มีการใช้จ่ายเกินตัวและทำบัญชีครัวเรือนหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยไปสอนเด็ก ๆ เรื่องความพอเพียง ด้วยวิธีการสอนที่มีความพอประมาณ จัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบท จึงจะบังเกิดผล เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเองก็ต้องเช่นเดียวกัน ต้องเริ่มจากตัวเจ้าหน้าที่ต้องมีความรู้ที่ถ่องแท้เกี่ยวกับการทุจริต ว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง การกระทำแบบใดจะส่งผลกระทบอย่างไร และที่สำคัญคือต้องนำด้วยคุณธรรม เพราะบางคนอาจมีความรู้ แต่ปราศจากความซื่อสัตย์ รู้ว่าการกระทำเหล่านี้ดีอย่างไรแต่ก็ยังลงมือทำหรือปล่อยปะละเลยด้วยเหตุผลบางประการ ตามด้วยเงื่อนไขทั้งสาม เรื่องของความพอประมาณ อาจมาในรูปแบบของการป้องกัน ไม่ใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อและเกินตัว ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่นำมาสู่การทุจริตขึ้นได้ ส่วนความมีเหตุผล ก็คือการไตร่ตรองว่าแต่ละเรื่องนั้นทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วจะเกิดผลระทบอย่างไรบ้าง เช่น หากไปจัดอบรมให้ความรู้กับประชาชนเรื่องความสุจริต ก็ต้องทำให้ “สำเร็จ” ไม่ใช่แค่ทำ “เสร็จ” เพราะเหตุผลของการจัดอบรมคือการให้ความรู้ คือต้องมีการวัดผล ทำให้เกิดผลตามเป้าประสงค์ ด้านการมีภูมิคุ้มกันก็คือการมองการณ์ไกล การจะทำอะไรต้องมีแผนสองป้องกันอยู่เสมอ และต้องมีการศึกษาหาความรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว แม้เราอาจกระทำการบางอย่างผิดพลาดไป หากเรามีหลักคิดแห่งความพอเพียงอยู่ในจิตใจแล้ว ก็สามารถย้อนกลับไปคิดทบทวนดูได้ว่าเราขาดปัจจัยข้อในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปหรือไม่ 

ในช่วงท้าย ดร.มลฤดี เน้นย้ำว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ต้องมีการศึกษาเรียนรู้และนำไปปรับใช้จริง และเห็นผลสัมฤทธิ์ด้วยตัวเอง จึงจะเกิดศรัทธาที่แท้จริงในปรัชญาขึ้นได้

บทความอื่นๆ