facebook share
facebook share
ศาสตร์ของพระราชาสู่การพัฒนาความร่วมมือเยาวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

(13 พ.ย.60) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาในเอเชีย Asian Universities Alliance (AUA) จัดการประชุมเยาวชนระดับนานาชาติ (Asian University Association) ภายใต้หัวข้อ Empowering Youth Towards Sustainability: People, Planet and Prosperity ณ ห้องประชุม 801 อาคารจามจุรี 10 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชีย อาทิ The University of Tokyo, Seoul National University, Hong Kong University of Science and Technology และ Universitas Indonesia เข้าร่วมการประชุมประมาณ 100 คน
ในช่วงการเสวนาภาคบ่ายเรื่อง Introduction to SDGs and SEP: "Sustainable Development at a Glance" ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดยวิทยากรจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) มูลนิธิมั่นพัฒนา และกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

 

นาย Savinda Ranathunga ผู้ประสานงานโครงการเยาวชนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ของ UNDP กล่าวว่า UNDP กำลังดำเนินโครงการที่ส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักและมีความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป้าหมายทั้ง 17 ข้อที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศใช้ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยโครงการดังกล่าวมีชื่อว่า Co: Lab ซึ่งดำเนินการใน 40 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนสามารถสร้างความเป็นผู้นำ มีความคิดริเริ่มทางด้านธุรกิจในลักษณะ entrepreneurship โดยโครงการได้จัดการเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดำเนินการอบรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของเยาวชนในแต่ละประเทศ

ในขณะเดียวกันดร.มนฤดี สระฏัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิมั่นพัฒนากล่าวว่า การพัฒนาของโลกที่ไม่สมดุลในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่ดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าร้อยละ 7 ขึ้นไปต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 25 ปีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และในประเทศไทยมีสิ่งหนึ่งที่ชี้ให้เห็นชัดถึงผลกระทบด้านลบของการพัฒนาที่ไม่สมดุล คือมีพื้นที่ป่าในประเทศที่ลดลงกว่าร้อยละ 50 ในช่วงเวลานั้น
ดร.มนฤดี อธิบายว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงมีพระราชดำรัสถึงการเติบโตอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อสร้างความสมดุลของการพัฒนาตั้งแต่ปี 2517 และทรงมีพระราชดำรัสถึงเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เพื่อเป็นแนวทางให้คนไทยฟื้นตัวจากวิกฤตดังกล่าว และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นมรดกที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่องในปัจจุบัน

ในช่วงท้าย นางสาวอัจฉรา ไชยสาส์น นักการทูตชำนาญการ ตัวแทนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันบทบาทของประเทศไทยได้เปลี่ยนไปจากในอดีต จากผู้รับความช่วยเหลือด้านการพัฒนาเป็นหุ้นส่วนการพัฒนากับหลายประเทศโดยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงาน ในปัจจุบัน มีนานาประเทศกว่า 10 ประเทศที่นำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศของตน นอกจากนี้ยังมีอีก 13 ประเทศที่กำลังศึกษาแนวทางเพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป
นางสาวอัจฉรากล่าวว่า เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรกรรม ชุมชน นโยบายพัฒนาระดับประเทศ ภาคธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในส่วนของความร่วมมือด้านเยาวชน กระทรวงการต่างประเทศได้จัดให้มีกลุ่ม SEP for SDGs Youth Partner Ship เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านเยาวชนเพื่อบรรลุเป้าหมานการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

เรื่องราวอื่นๆ