facebook share
facebook share
โครงการโมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
“การทำนามิใช่เพียงอาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทย”
 
การปฏิรูปที่ดินเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ทรงให้การสนับสนุนนโยบายการปฏิรูปที่ดินของรัฐบาลในสมัยนั้น โดยพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย ใน 5 จังหวัดปริมณฑล คือ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ฉะเชิงเทรา และนครนายก โดยพระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน คือ ให้เกษตรกรผู้เช่าที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่เดิมได้ทำกินอยู่ในที่ดินนั้นตลอดไป แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น รวมทั้งจัดให้มีการพัฒนาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพเดิมของท้องถิ่น และให้รวมกลุ่มเกษตรกรจัดตั้งเป็นสหกรณ์

พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานไว้เมื่อปี 2518
โครงการโมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ข้อมูลจาก สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 

ในปี 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า การปฏิรูปที่ดินเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง  ทรงให้การสนับสนุนนโยบายการปฏิรูปที่ดินของรัฐบาลในสมัยนั้น โดยพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย ใน 5 จังหวัดปริมณฑล คือ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ฉะเชิงเทรา และนครนายก โดยพระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน คือ ให้เกษตรกรผู้เช่าที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่เดิมได้ทำกินอยู่ในที่ดินนั้นตลอดไป แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น รวมทั้งจัดให้มีการพัฒนาต่าง ๆ  ให้สอดคล้องกับสภาพเดิมของท้องถิ่น และให้รวมกลุ่มเกษตรกรจัดตั้งเป็นสหกรณ์ 

แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ชาวนาไทยประสบปัญหามากมาย อาทิ ราคาต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งภาวะราคาผลผลิตข้าวในท้องตลาดไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการโมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” โดยน้อมนำพระบรมราโชบายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้พระราชทานไว้ เมื่อแรกริเริ่มแนวทางการปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นเพียงความร่วมมือระหว่างนักวิชาการผู้พัฒนาโมเดลนาข้าว และอาสาสมัครชาวนาภายในชุมชนท้องถิ่นที่ร่วมกันหารือแนวทางการแก้ปัญหาการประกอบอาชีพชาวนาและพัฒนาความเป็นอยู่อย่างยั่งยืนภายใต้หลักการปฏิบัติ 3 ประการ คือ “ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ มีนโยบายสนับสนุน” 

ในปี 2557  สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ส.ป.ก.) ร่วมกันดำเนินโครงการ “โมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ซึ่งถือเป็นโครงการนำร่อง โดยการคัดเลือกพื้นที่และเกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทานทั้ง 5 จังหวัดปริมณฑล มาดำเนินโครงการ 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ตำบลคลองมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นพื้นที่นำร่องในการดำเนินโครงการฯ ต้นแบบการทำนาแบบลดต้นทุน โดยใช้ระบบอินทรีย์ รวมทั้งการวางแผนการตลาดอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ การนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมถึงเทคนิควิธีการทางการเกษตรจากนักวิชาการ และเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จมาร่วมบอกเล่าและถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆในการทำนา ซึ่งมีสมาชิกชาวนาเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว ทั้งสิ้น 25 ราย โดยแบ่งเป็น พื้นที่บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 16 ราย และพื้นที่คลองมหาสวัสดิ์ จังหวัดนครปฐม อีก 9 ราย 

โครงการ “โมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ถือกำเนิดขึ้นโดยมุ่งหวังให้ชาวนาและเกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทาน สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในระยะยาว ด้วยการลดต้นทุนการผลิต  เพิ่มรายได้ ลดหนี้สิน ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร รวมทั้งการเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบปฏิบัติในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความสมดุล มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้งยังเป็นการสร้างความร่วมมือและช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันระหว่างชาวนา ซึ่งส่วนมากเป็นเกษตรกรรายย่อยและเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร 

แนวคิดของ “โมเดลนาข้าวทรัพย์สินฯ” คือ การพัฒนาในเชิงระบบของการผลิตข้าวให้มากที่สุด ตั้งแต่ต้นน้ำ (ระดับเตรียมการผลิต) กลางน้ำ (ระดับกระบวนการผลิต) และปลายน้ำ (ระดับการจัดการผลผลิตและการตลาด) เพื่อให้ครอบคลุมหลักของการทำนาให้ สมบูรณ์มากที่สุด สามารถพัฒนาศักยภาพ การผลิตข้าวรวมถึงการบริหารจัดการการผลิต การรวบรวม การตลาด อีกทั้งยังส่งเสริมการเรียนรู้ ให้คำปรึกษา  การจัดการระบบการทำนา และนิเวศน์ศึกษาในแปลงนา โดย นายชัยพร พรหมพันธุ์ เกษตรกรจากจังหวัดสุพรรณบุรี ชาวนาต้นแบบในฐานะ “ครูข้าว”  เจ้าหน้าที่ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมจัดทำเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชาวนา เพื่อการผลิตข้าวที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด 

อย่างไรก็ตาม ผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า ผลผลิตและรายได้การทำนาหลังจากเข้าร่วมโครงการฯ ลดลงเพียงเล็กน้อย โดยมีสาเหตุจากปัจจัยทางธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ และปัจจัยอื่นๆด้านเทคนิค/วิธีการผลิต ที่ยังคงต้องได้รับการปรับปรุงและพัฒนาในรุ่นต่อไป แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาในระบบเดิม คือ การใช้สารเคมี นั้น รายได้ส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าปัจจัยการผลิต ยังคงมีสัดส่วนรายได้คงเหลือที่มากกว่า 

ทั้งนี้  ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างรูปแบบโมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินฯ ให้เป็นต้นแบบระบบการทำนา และการพัฒนาภาคการเกษตรที่เป็นรูปธรรมผ่านการมีส่วนร่วมของเกษตรกร  เพื่อสร้างความสมดุล   ที่มั่นคง และยั่งยืนอย่างแท้จริง

“การลดต้นทุนการผลิต คือ หัวใจของการทำนา และการพึ่งพาตนเองแบบยั่งยืน”

 


 

“…การพัฒนาการทำนาข้าวให้เกิดประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลสูงสุดนั้นสมควรพิจารณาในเชิงระบบมากที่สุด เพื่อนำบริบทและปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาและเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของชาวนาไทยให้หลุดพ้นจากภาพมายา นโยบายที่บิดเบือน จึงต้องยึดหลักการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทั้งระบบ โดยมีเป้าหมายคือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในระยะยาว…” 

ผศ.ดร.ธันวา จิตต์สงวน

ที่ปรึกษาโครงการโมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 

แนวคิดนี้ได้นำมาประยุกต์ใช้ในโครงการพัฒนาพื้นที่ทำนาบนที่ดินพระราชทานเพื่อการเกษตรของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยจะเรียกชื่อโครงการว่า “โมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

กรอบการปฏิบัติ

  1. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานที่นาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เมื่อปี 2518 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดปริมณฑล คือ อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม ฉะเชิงเทรา และนครนายก มีสภาพฐานทรัพยากรดิน ปริมาณน้ำ ปัจจัยพื้นฐานและสภาพตลาดที่แตกต่างกันบ้าง การดำเนินการพัฒนาสมควรมีการทบทวนฐานข้อมูลให้ทันสมัยถึงสถานการณ์ของชาวนาบนพื้นที่เหล่านี้ในปัจจุบัน
  2. ชาวนาส่วนมากเป็นเกษตรกรรายย่อยและเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร หากแต่ระบบสหกรณ์ยังไม่ได้ครอบคลุมบริบทต่างๆ ของการทำนาเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบกลุ่ม/ระบบสหกรณ์ต่อไป เพราะเป็นทางออกของเกษตรกรรายย่อยในการร่วมกันประหยัดต้นทุน ประกอบกับเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด ในกรณีนี้ “โมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” จะคัดเลือกเฉพาะกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง เพื่อต่อยอดระบบการทำนาให้สมบูรณ์มากขึ้น    เพื่อเป็นตัวอย่างในการขยายผลต่อไป ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาความอ่อนแอของกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ ซึ่งยังคงต้องดำเนินต่อไป หากแต่เป็นการทำงานประจำของทุกพื้นที่อยู่แล้ว โดยในการดำเนินโครงการฯ ในระยะแรกได้คัดเลือกพื้นที่ใน 2 จังหวัดเพื่อเป็นจังหวัดนำร่องโครงการฯ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  3. แนวคิดของ “โมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” คือ การพัฒนาในเชิงระบบของการผลิตข้าวให้มากที่สุด กล่าวคือ ตั้งแต่ฐานทรัพยากร (ดินและน้ำ) ปัจจัยการผลิต (พันธุ์ข้าวและปุ๋ย) แรงงาน (คน/เครื่องจักร/สัตว์) กระบวนการผลิต (ระบบนาดำ นาหว่าน นาโยน) การประกันภัยธรรมชาติ  การแปรรูป (โรงสีชุมชนหรือการลดคนกลาง) การตลาด (บรรจุภัณฑ์ / แบรนด์ข้าวชุมชนของ สนง.ทรัพย์สิน / การประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์)
  4. แนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ถือได้ว่าจะเป็นกรอบปฏิบัติหลักในการประยุกต์ใช้ของ “โมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” เข้ากับชาวนาไทย
  5. “โมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มีโครงร่างความคิดเชิงระบบ ตั้งแต่ ต้นน้ำ (ระดับเตรียมการผลิต) กลางน้ำ (ระดับกระบวนการผลิต) และปลายน้ำ (ระดับการจัดการผลผลิตและการตลาด) เพื่อให้ครอบคลุมบริบทหลักของการทำนาให้สมบูรณ์มากที่สุด โดยพิจารณาถึงความจริงว่า “การทำนามิใช่เพียงอาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทย”

โมเดลนาข้าวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะมุ่งเน้นตอบโจทย์ที่สำคัญของปัญหาชาวนาไทย 2 ข้อ คือ

  1. จะลดต้นทุนการผลิตอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบันของเกษตรกรรายย่อยที่ทำนาในพื้นที่ขนาดย่อม (พื้นที่ไม่เกินราว 15 ไร่)  คำตอบ คือ
  • การพัฒนาระบบกลุ่มหรือสหกรณ์ให้เข้มแข็ง
  • ร่วมกันผลิตปัจจัยแทนการซื้อจากตลาด
  • ลดการใช้สารเคมี ทำตามแนวทางเกษตรอินทรีย์มากขึ้น
  • วางแผนซื้อหรือเช่าปัจจัยทุนขนาดใหญ่ร่วมกัน
  • สนับสนุนการใช้สินเชื่อราคาถูกจากสถาบันการเงินของรัฐ
  • ทำงานกลุ่มเพื่อก่อให้เกิดการประหยัดเวลาและต้นทุนเฉลี่ย
  1. จะเพิ่มรายได้จากผลผลิตข้าวได้อย่างไร โดยที่เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาข้าวได้ และหากไม่มีรัฐบาลแทรกแซงกลไกตลาด คำตอบ คือ
  • พยายามสร้างผลผลิตที่ดีมีคุณภาพจากพันธุ์ข้าวที่ดี
  • มีการคัดเลือกและควบคุมมาตรฐานตลอดกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพแตกต่างที่ชัดเจน
  • มีบรรจุภัณฑ์และตราสินค้าข้าวคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า
  • มีกลยุทธ์การตลาดเชิงสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างคุณค่าแก่ข้าวของทรัพย์สินฯ
  • มีการรณรงค์ให้เกิดวัฒนธรรมการมอบข้าวให้เป็นของขวัญ หรือสินค้าเชิงสัญลักษณ์แห่งความสุขตามสถานการณ์ปัจจุบัน

วีดิโอ
play video
โครงการนาข้าวทรัพย์สิน
โครงการนาข้าวทรัพย์สิน
แกลเลอรี่
วีดิโอ
play video
Testimonial ผศ. ดร. ธันวา จิตต์สงวน
ผศ. ดร. ธันวา จิตต์สงวน
ที่ปรึกษาโครงการโมเดลข้าว วิทยากรผู้เล่าถึงการบริหารทรัพยากร
play video
Testimonial คุณเอ็นนู ซือสุวรรณ
คุณเอ็นนู ซือสุวรรณ
ผู้จัดการโครงการโมเดลนาข้าว
play video
Testimonial คุณไพโรจน์ ไตรศักดิ์ศรี จ.อยุธยา
คุณไพโรจน์ ไตรศักดิ์ศรี จ.อยุธยา
คำบอกเล่าความรู้สึกและประโยชน์ที่ได้รับหลังร่วมโครงการ
play video
Testimonial คุณประสาร แจ่มทับทิม จ.อยุธยา
คุณประสาร แจ่มทับทิม จ.อยุธยา
ความรู้สึกและประโยชน์ที่ได้รับจากคำบอกเล่าของชาวนา­ผู้ร่วมโครงการ
play video
Testimonial คุณประมาณ สว่างญาติ จ.อยุธยา
คุณประมาณ สว่างญาติ จ.อยุธยา
เกษตรกรดีเด่นผู้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และเคล็ดลับในการทำนา