facebook share
facebook share
ปิดทองหลังพระ คือ การเพียรทำดี โดยไม่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตน
 
เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ตรงจากแนวทางโครงการพระราชดำริและน้อมนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งเสริมการเรียนรู้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่และส่งเสริมอาชีพ ประชาชน รวมทั้งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และกระตุ้นจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรมไทย
มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

ข้อมูลจาก มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

ความเป็นมา

มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราช ดำริ พัฒนาต่อเนื่องมาจากโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 ในเวลานั้น โครงการปิดทองหลังพระฯ มีพันธกิจตามมติคณะรัฐมนตรี คือ เพื่อฉลองพระชนมายุครบ 80 และ 84 พรรษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ตรงจากแนวทางโครงการพระราชดำริและน้อมนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งเสริมการเรียนรู้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่และส่งเสริมอาชีพ ประชาชน รวมทั้งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ และกระตุ้นจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรมไทย         

ในการดำเนินภารกิจของโครงการปิดทองหลังพระฯ เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริ ให้ขยายผลสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนนั้นกลับมีข้อจำกัดการที่เป็นหน่วยงานย่อยในสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ดังนั้น เพื่อให้มีหน่วยงานเฉพาะรองรับภารกิจสืบสานแนวพระราชดำริให้ขยายผลสู่ชุมชนได้อย่างกว้างขวาง คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 เห็นชอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินการจัดตั้ง "มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ" และ "สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ" ทั้งนี้ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิปิด ทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2553 

พันธกิจ

การจัดการความรู้และการส่งเสริมการพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างเป็นระบบกว้างขวางจนกระทั่งเป็นแนวทางหลักในการ พัฒนาประเทศ 

วัตถุประสงค์
  1. จัดตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติของมูลนิธิ ให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งการจัดตั้ง
  2. ให้สถาบัน โดยมีมูลนิธิ สนับสนุนให้ทุนดำเนินงาน มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
  • สนับสนุนส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาและพัฒนา แก่องค์กร ชุมชน ประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ องค์กรทางสังคม สถาบันวิชาการ ภาคธุรกิจ ในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมิติการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงส่งผลต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนการจัดการความรู้ตามแนวพระราชดำริโดยประสานความร่วมมือกับศูนย์ศึกษาการพัฒนา โครงการส่วน พระองค์ โครงการตามพระราชประสงค์ โครงการหลวง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ องค์กรชุมชน ประชา สังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ องค์กรทางสังคม สถาบันวิชาการ ภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดคลั ความรู้ การยกระดับความรู้ การต่อยอดชุดความรู้ใหม่ การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาในและนอกระบบ ตลอดจนการ ขยายผลเชื่อมโยงสู่การนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวาง
  • ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการ ภารกิจและกิจกรรมของสถาบัน กับแผนชุมชน แผนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แผน พัฒนาจังหวัด แผนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และนโยบายรัฐบาล
  • สนับสนุน ส่งเสริม แนะนำ และช่วยเหลือ องค์กรชุมชน ประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ องค์กรทางสังคม สถาบันวิชาการ ภาคธุรกิจ เพื่อให้น้อมนำแนวพระราชดำริไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็น แนวทางหลักในการพัฒนาทุกระดับของประเทศ
  • สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือดำเนินการตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง
  1. เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษา และทัศนศึกษาที่เกี่ยวกับการนำแนวพระราชดำริไปประยุกต์ใช้และ ขยายผลสู่ชุมชน
  2. เพื่อส่งเสริมการประสานการดำเนินงานร่วมกับองค์กรชุมชน ประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาครัฐ องค์กรทางสังคม สถาบันวิชาการ ภาคธุรกิจ เพื่อกิจกรรมพัฒนาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์
  3. ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

ผลผลิต

  1. เกิดแนวทางที่หลากหลายในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศตามภูมิสังคมอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ
  2. เกิดการมีส่วนร่วมจากภาคีทุกภาคนส่วนในการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์สาขาตามแนวพระราชดำริ
  3. เกิดการรับรู้ เข้าใจ และ ความร่วมมือสนับสนุนจากภาครัฐ วิชาการ เอกชนท้องถิ่น ชุมชน ประชาสังคม และ นานาชาติ ในการร่วมสร้างภูมิคุ้มกันและร่วมแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของประเทศตามแนวพระราชดำริ 

หลักการดำเนินงาน

มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิด ทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มุ่งมั่นดำเนินการโดยยึด 3 หลักการ ดำเนินงานตามรอยพระยุคลบาท คือ

  1. หลักการองค์ความรู้ 6 มิติ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลออดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ปิดทองหลังพระ เน้นการพัฒนาชุมชนตามหลักการองค์ความรู้ โดยปรับน้ำหนักแต่ละเรื่องตามสภาพภูมิสังคมและ สภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ เน้นการพัฒนาชุมชนตามหลักการองค์ความรู้ใน 6 มิติ ได้แก่ ดิน น้ำ เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และ สิ่งแวดล้อม โดยจะปรับน้ำหนักของแต่ละเรื่องตามสภาพภูมิสังคมและสภาพปัญหาของชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่ง องค์ความรู้ 6 มิติ จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น มิติน้ำ จะเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำ การเก็บน้ำให้อยู่ในประเทศให้นานที่สุด และการใช้น้ำทุกหยดให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยวิธีการทำฝนหลวง กังหันน้ำชัยพัฒนา การทำฝาย และการบำบัด น้ำเสียโดยวิธีชีวภาพและมิติป่า ซึ่งจะเน้นวิธีการปลูกป่า คือ การปลูกป่าในใจคน การปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง การปลูกป่าต้นน้ำและบริเวณอ่างเก็บน้ำ ระบบป่าเปียก (Wet Fire Break) และการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก โดยจะให้ชุมชน มีส่วนร่วมในกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาและพัฒนามากที่สุด และให้ชุมชนเป็นเจ้าของโครงการเพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 


  1. หลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

การเข้าใจ

คือ การสร้างให้เกิดความเข้าใจในข้อมูลพื้นฐาน ด้วยการศึกษาข้อมูลทุกมิติของชุมชน ค้นหารากของปัญ หาและรวบรวมองค์ความรู้ของโครงการพระราชดำริทั่วประเทศ

การเข้าถึง

เป็นเรื่องการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วม โดยมุ่งสื่อสารสร้างความเข้าใจและความมั่นใจกับชุมชน ร่วม กันวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวน การพัฒนามากที่สุด 

การพัฒนา

เป็นเรื่องของการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชน สร้างทีมพี่เลี้ยง การออกแบบหลักสูตรและเมนูการ พัฒนาการศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้และฝึกปกิบัติของชุมชน รวมทั้งการให้ทีมพี่เลี้ยงให้คำแนะนำใน ชุมชนและติดตามสนับสนุนประเมินผล 

บันไดทั้งสามขั้นนี้ จะทำให้ชุมชนมีความเป็นเจ้าของและนำไปสู่ความยั่งยืนของการพัฒนาในที่สุดบันไดทั้ง 3 ขั้นนี้มุ่งไปสู่การพัฒนาให้ชุมชนมีความเป็นเจ้าของและนำไปสู่ความยั่งยืนในที่สุด

 


  1. หลักการทรงงานและหลักการโครงการ

ปิดทองหลังพระ มุ่งมั่นดำเนินการโดยน้อมนำหลักการทรงงานและหลักการโครงการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นหลักในการปฏิบัติงาน โดยการนำไปปรับใช้กับพื้นที่ต่าง ๆ ที่ปิดทองหลังพระเลือกเป็นพื้นที่ต้นแบบการบูรณาการองค์ ความรู้ตามแนวพระราชดำริ เช่นที่จังหวัดน่าน

 


แนวทางปฏิบัติงาน

แนวทางปฏิบัติงาน มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ประยุกต์หลักการดำเนินงานสู่แนวทางปฏิบัติ ดังนี้

  1. แนวปฏิบัติในการประยุกต์เรื่องการบริหารต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

ต้นน้ำ

ต้นน้ำ เป็นแหล่งองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริจะประกอบด้วยความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนา โครงการส่วนพระองค์ โครงการตามพระราชประสงค์ โครงการหลวง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ 

กลางน้ำ

จะเป็นส่วนที่ปิดทองหลังพระ มีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมระหว่างต้นน้ำกับปลายน้ำ โดยมุ่งเน้นด้านการจัดการความรู้ การส่งเสริมการพัฒนา และการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือ

ปลายน้ำ

จะเป็นการบูรณาการระดับพื้นที่ ชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เพื่อนำองค์ความรู้จากโครงการพระราชดำริเชื่อมโยง และปรับใช้ในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสมกับภูมิสังคม และภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น โดยมุ่งเป้าหมายให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข

 


  1. แนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ 7 ขั้นตอน

ประยุกต์จากหลักการ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา คือ

  1. การสร้างความเข้าใจกับประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ ภาคีความ ร่วมมือ
  2. การกำหนดพื้นที่ โดยพิจารณาจากภูมิสังคม และสภาพปัญหาแต่ละพื้นที่ที่เป็นเป้าหมายปฏิบัติการพัฒนา
  3. การถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของชุมชน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ที่สอดคล้องกับภูมิ สังคมของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมกลุ่มเป้าหมายก่อนกระบวนการ พัฒนา
  4. การลงมือปฏิบัติ คือ การที่ชุมชนและภาคีทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหา และพัฒนาโดยเรียนรู้จากโครง การพระราชดำริ และนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับภูมิสังคม ศักยภาพชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ
  5. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาต่อเนื่อง เป็นขั้นตอนที่เน้นการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เกิดขึ้น จากการลงมือปฏิบัติ เพื่อสรุปบทเรียน ข้อค้นพบและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  6. การให้คำปรึกษาและติดตามอย่างใกล้ชิด เป็นการจัดทีมสนับสนุน ให้คำปรึกษาแก่พื้นที่ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ส่ง เสริมการพัฒนา
  7. การวัดผล เป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อประเมินผลการดำเนินงานว่า มีผลสำเร็จ หรือมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ อย่าง ไรเพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป

 

 


  1. แนวทางการบูรณาการเชิงพื้นที่

เน้นการบริหารจัดการเพื่อนำศักยภาพของพื้นที่และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนา และให้ความสำคัญต่อการบูรณาการทุนการพัฒนาด้านต่าง ๆ ในจังหวัด ทั้งความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนา งบประมาณ และโครงการพระราชดำริ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาอย่างสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และตรงกับความต้องการของประชาชน


 พัฒนาชนบทอย่างไรให้ยั่งยืน

  

 

การพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการพัฒนาที่มีลำดับขั้นตอน เมื่อเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้วคิดที่จะจะขยายหรือยกระดับก็สามารถจะทำได้ ขั้นตอนเหล่านี้ประกอบด้วย 

ขั้นที่ 1 ครัวเรือนพึ่งตนเองได้

ขั้นที่ 2 ชุมชนร่วมกลุ่มพึ่งตนเองได้ และ

ขั้นที่ 3 เริ่มออกไปสู่ภายนอกชุมชนเพื่อเชื่อมโยงแหล่งทุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

ขั้นแรกที่เรียกว่า “ครัวเรือนพึ่งพาตนเอง” มี 3 ประการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานไว้

อย่างแรกคือการบริหารจัดการน้ำและป่าให้ได้ประโยชน์ตลอดปี สำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ว่ามีการทำฝาย ทำบ่อ ขุดสระ ทำระบบน้ำ เพื่อที่จะมีน้ำใช้ตลอดปี 

อย่างที่สองคือการทำกิจกรรมเกษตรพออยู่พอกิน ตรงนี้อย่าเพิ่งเร่งรีบว่าจะทำแล้วรวยขอให้ทำแบบพออยู่พอกินก่อน ถ้าเหลือจากบริโภคในครัวเรือนก็ค่อยขาย  

และเรื่องที่สามคือการบริหารที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด การบริหารที่ดินขนาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พระองค์ท่านทรงแนะนำว่าพื้นที่เท่าที่มีอยู่ ทรัพยากร คนในครัวเรือนหรือแรงงานซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนต้องมานั่งคิดว่าจะจัดสรรปันส่วนพืชเศรษฐกิจ พืชหลักมีอะไร พืชเสริมมีอะไร แหล่งน้ำมีเท่าไรจึงสามารถปลูกพืชที่จะให้ผลผลิตต่อปีได้ ผลผลิตบางอย่างเก็บกินรายวันได้ และที่สำคัญพระองค์เน้นมากคือ ต้องจดวิเคราะห์แล้วว่าจะปลูกอะไร ที่ผ่านมาปลูกอะไรแล้วได้กำไร ปลูกอะไรขาดทุน 

การขาดทุนที่เกิดขึ้นต้องวิเคราะห์ว่ามาจากอะไรบ้าง เช่น ค่าปุ๋ย ค่ายา สามารถลดหรือเปลี่ยนมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ต้นทุนน้อยกว่าได้หรือไม่ หรือลดการขาดทุนที่เกิดจากการบริโภคมากเกินไปได้หรือไม่ กระบวนการเหล่านี้จะมาช่วยให้เกษตรกรมาคิดได้ว่าในปีต่อไปจะวางแผนการผลิตกันอย่างไร ถ้าเกษตรกรสามารถทำสิ่งที่กำหนดไว้ได้ครบวงจรสิ่งที่จะตามมาคือ ผลผลิตที่ได้จะดีขึ้นและมีโอกาสที่ดีตามมา 

โอกาสของเกษตรกรที่ต้องการพัฒนาก็เหมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งมีมองเห็นช่องทางที่จะพัฒนาก้าวหน้า แต่อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของปัญหาต่าง ๆ ที่ตามมา เช่นเมื่อเกษตรกรสามารถทำผลผลิตออกมาได้มากแต่ปัญหาตามมาคือจะขายที่ไหน เมื่อขายไม่ได้ก็จะเริ่มถูกกดราคา 

พระองค์ท่านทรงแนะนำว่าถ้าขายคนเดียวจะไปไม่รอด ต้องรวมตัวกัน หลายครัวเรือนมารวมกลุ่มดูแลกัน ในเรื่องการผลิต การขาย การรวมกลุ่มจะสามารถแบ่งงานกันว่าใครถนัดเรื่องอะไรก็ทำตรงนั้น ถนัดการผลิตก็เป็นฝ่ายผลิต ใครถนัดเรื่องขายก็ออกไปหาตลาดไปทำความรู้จักจริง ๆ ว่าตลาดต้องการผลผลิตแบบไหน 

อย่างเช่น ข้าวพันธุ์ไหนที่ตลาดต้องการ เป็นข้าวปลอดภัยหรือข้าวอินทรีย์ หรือต้องเป็นแพ็คเกจแบบไหน ถ้ามีคนไปเก็บข้อมูลทางการตลาดเหล่านี้ให้กับกลุ่ม ก็สามารถร่วมกันวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับการตลาด สิ่งที่ตลาดต้องการคือเรื่องของคุณภาพ ปริมาณที่สม่ำเสมอ และสิ่งที่มาพร้อมกับคุณภาพคือมาตรฐานต่าง ๆ ที่ต้องเพิ่มขึ้น อาทิ มาตรฐาน GAP ข้าวอินทรีย์และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

ดังนั้น หากต้องการยกระดับผลผลิตของกลุ่มให้ดี สอดคล้องกับมาตรฐานที่ตลาดต้องการ สิ่งที่ตามมาก็คือเกษตรกรต้องยกระดับของความรู้ต่อ แสวงหาความรู้มาเติมให้กับสมาชิกเพิ่มขึ้นจนสามารถทำผลผลิตได้ครบวงจรที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด แข่งขันได้ ในที่สุดรายได้ก็เพิ่มขึ้นมีเงินเหลือเพียงพอเป็นจุดหนึ่งที่พระองค์ท่านทรงย้ำว่า การรวมกลุ่มเมื่อมีเงินแล้วต้องจัดสรรไปประโยชน์ จัดสรรเพื่อลงทุนในรอบถัดไป จัดสรรเพื่อเป็นเงินปันผลกับสมาชิก และที่สำคัญจัดสรรเพื่อดูแลสวัสดิการสมาชิก 

วัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่มไม่ใช่แค่เพื่อเพิ่มรายได้อย่างเดียวแต่เพื่อที่จะให้กลุ่มเป็นเครื่องมือในการที่จะดูแลสมาชิกทั้งในเรื่องของอาชีพและความเป็นอยู่รวมไปถึงกิจกรรมในการดูแลสังคม ชุมชน การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รวมทั้งการดูแลเยาวชนคนรุ่นใหม่ 

การที่นำเงินไปส่งเสริมด้านการศึกษาต่าง ๆ จะเป็นกลไกที่จะให้การรวมกลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้น เมื่อกลุ่มเข้มแข็งแล้ว ตามพระราชดำริคือการขึ้นสู่ขั้นที่ 3 เป็นการออกสู่ภายนอกเพื่อเชื่อมโยงแหล่งทุน องค์ความรู้และเทคโนโลยี มีโอกาสที่จะขายผลิตภัณฑ์ได้ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือการส่งออกนอกประเทศ เป็นโอกาสเพิ่มรายได้เช่นเดียวกัน 

แต่โอกาสไปต่างประเทศก็มาพร้อมกับปัญหาใหม่ เพราะการส่งออกทำให้รายได้เพิ่มสูงขึ้นก็จริง แต่มาตรการข้อบังคับข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศมีมากมายหลายอย่างตามมาด้วย ดังนั้นสิ่งที่กลุ่มจะต้องมองไปพร้อมกันก็คือ เมื่อมีการตกลงส่งสินค้าแล้ว เช่น ปริมาณส่งออกต้องสามารถส่งมอบได้ตามปริมาณและคุณภาพตามที่ตกลงกันไว้ด้วย จากการศึกษากลุ่มเกษตรจากหลายพื้นที่พบว่าเมื่อมีการเจรจาซื้อขายแล้วก็ต้องถอนตัวออกมา เพราะไม่มั่นใจในเรื่องผลผลิตว่าจะทำได้ตามที่ผู้ซื้อต้องการหรือไม่ ทำให้เสียโอกาส ดังนั้นบทสรุปที่ผ่านมาจากการหาข้อมูลพบว่า การที่กลุ่มจะสามารถเชื่อมโยงจนไปถึงตลาดส่งออกได้ และมีรายได้เพิ่ม มักจะเป็นกลุ่มที่ทำขั้นที่ 2 ได้มั่นคงแล้ว 

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการพัฒนาชนบทให้ยั่งยืนจึงต้องดำเนินตามขั้นตอนอย่างระมัดระวัง มีการศึกษาวิเคราะห์หาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน ต้องมีความรู้รายละเอียดทั้งภายในกลุ่มภายในชุมชน และภายนอกที่ต้องเชื่อมโยงออกไป เหมือนคำกล่าวที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อย”

 


 

8 ปี มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ "สืบสาน รักษา ต่อยอด"
ฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่รับน้ำ 2.1 แสนไร่ 9 จังหวัดนำร่อง “มีน้ำมีรายได้”

ข้อมูลจาก มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และ ThaiPublica

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล
ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

แนวพระราชดำริของในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีจำนวนมาก ต่อยอดไปถึงโครงการพระราชดำรินับพันโครงการ สิ่งเหล่านี้คือ “ศาสตร์ของพระราชา” ทุกแนวทางของพระองค์ล้วนไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ขณะที่ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงอายุอย่างเป็นทางการและในปีที่ผ่านมามีผู้ลงทะเบียนคนจนถึง 14 ล้านคน โครงการปิดทองหลังพระ เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดศาสตร์นี้แก่พื้นที่ที่ประสบปัญหา โดยการดำเนินงานในปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 มีการขยายผล 7 พื้นที่ต้นแบบ ใน 9 จังหวัด ได้แก่ น่าน, อุดรธานี, เพชรบุรี, กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, อุทัยธานี และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2561 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จัดงานแถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2560 และทิศทางการดำเนินงานในอนาคต ภายใต้คำขวัญ “สืบสาน เบิกบานใจ” เพื่อกระตุ้นการทำงานตามแนวพระราชดำริอย่างมีความสุขจนสัมฤทธิ์ผลเกิดการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” อย่างมีประสิทธิภาพ โดย หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ณ โรงแรมมณเฑียร

• 8 ปี กับพื้นที่รับน้ำ 2.1 แสนไร่ ชุมชนรายได้เพิ่ม 102 ล้านบาท 

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของโลกจะเริ่มฟื้นตัวและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นศูนย์กลางการเติบโตก็ตาม ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ประเทศไทยแม้จะเล็กแต่ก็อุดมสมบูรณ์ ถ้าเราพากันหันมาเอาจริงกับแนวพระราชดำริมั่นใจได้ว่าเราปลอดภัยและมีความสุข โดยการดำเนินงานในระยะ 8 ปีที่ผ่านมาพบว่าประชาชนมีความพร้อมและต้องการที่จะพัฒนาตนเอง เมื่อได้รับความสนับสนุนอย่างเหมาะสมก็สามารถเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น 

“...1 ปีที่ผ่านมาเราต่างอยู่ในภาวะโศกเศร้า แต่นับจากนี้ควรเป็นเวลาที่จะร่วมกันสืบสานแนวพระราชดำริอย่างจริงจัง หัวใจสำคัญคือ การระเบิดจากข้างใน ทำด้วยความเบิกบาน ให้ประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริงกับชีวิตคน ให้เกิดการสืบสาน รักษา ต่อยอด อย่าทำเพียงเพราะหน้าที่ การกระทำ เพราะเป็นหน้าที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ยั่งยืน...” 

ภาพรวมการทำงานของปิดทองฯ ในปีที่ผ่านมาบ่งชี้ให้เห็นว่า “น้ำ” แปรผันตรงกับรายได้ของชาวบ้าน พื้นที่ต้นแบบ 9 จังหวัด ได้รับต่อยอดการพัฒนาแหล่งน้ำจนมีพื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้นอีก 41,668 ไร่ โดยการขยายงานในพื้นที่ขอนแก่นทำให้มีพื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้น 6,280 ไร่ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 ต่อเนื่องกับเดือนมกราคม 2561 รวมระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมามีพื้นที่ได้รับการพัฒนาแหล่งน้ำจนมีพื้นที่รับน้ำรวม 217,557 ไร่ ทำให้เกิดโอกาสสร้างอาชีพเพิ่มขึ้น ประชาชนในพื้นที่ต้นแบบจำนวน 4,281 ครัวเรือน มีรายได้เสริมจากอาชีพประจำเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 102.4 ล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมา 28.9 ล้านบาท คิดเป็น 28.8% 

ทั้งนี้ รายได้ดังกล่าวยังไม่รวมรายได้จากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยพื้นที่ จ.เพชรบุรีมีรายได้เพิ่มมากที่สุด 3.2 เท่า เพราะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะทุเรียน รองลงมาคือขอนแก่น มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.6 เท่า เนื่องจากระบบน้ำเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงมีผลผลิตมากขึ้น 

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีน้ำแล้วจึงส่งเสริมอาชีพต่อ โดยมุ่งเน้นพืชทางเลือกใหม่ ๆ ส่งเสริมพืชหลังนาและปศุสัตว์ ตลอดจนพัฒนาระบบตลาดเพื่อขยายโอกาสและสร้างรายได้ที่มั่นคง ซึ่งนอกจากเรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้วเรามีความดีใจที่รายงานการสำรวจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า ชาวบ้านเห็นว่าตนเองมีความรู้มากกว่าเดิมและมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพมากขึ้น 

“...นี่เป็นตัวบ่งชี้ถึงโอกาสที่จะพัฒนาให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคตตามแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้อย่างแท้จริง เมื่อเขามีความรู้มีความมั่นใจเขาจะเดินต่อไปได้เองซึ่งควรเกิดขึ้นมาก ๆ แล้วประเทศจะมั่นคง...”

นางจันทร์เพ็ญ ไชยคำ เกษตรกรในพื้นที่ต้นแบบ ต.ทุ่งโป่ง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น(ขวา)
และนายกอเซ็ง สาและ ผู้นำศาสนาและชาวบ้าน ชุมชนบ้านจำปูน (ซ้าย)

ทั้งนี้ นางจันทร์เพ็ญ ไชยคำ เกษตรกรในพื้นที่ต้นแบบ ต. ทุ่งโป่ง อ. อุบลรัตน์ จ. ขอนแก่น ยอมรับว่าหนี้สินที่มีอยู่ประมาณ 1 ล้านบาท จากการทำเกษตรตามกระแสในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ลองรับการอบรม ปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกมาเป็นเกษตรผสมผสานทั้งที่ตนไม่มั่นใจเลย เพราะที่ผ่านมารัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือไม่จริง แต่การเข้ามาของปิดทองฯ นำพาตลาดมาด้วย เช่น เทสโก้ โลตัส ทำให้ตนมั่นใจว่าเมื่อตลาดไม่ล้ม คนก็ไม่ล้ม

• ขยายพื้นที่ต้นแบบลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ 

เนื่องจากพื้นที่ที่ประสบปัญหาไม่ได้มีเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ปิดทองฯ ขยายงานในพื้นที่ต้นแบบอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดคือในปี 2559 เริ่มลงไปสู่พื้นที่เปราะบางใน 7 หมู่บ้าน และหนึ่งพื้นที่ขยายผลของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากปัญหาสะสมในพื้นที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาทำให้ประชาชนไม่สามารถประกอบอาชีพได้เต็มศักยภาพ จากการสำรวจจึงพบว่าชาวบ้านมีหนี้สินรวมกว่า 73.6 ล้านบาท หรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 60,652 บาท

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า เราไปเพื่อนำศาสตร์ของพระราชาช่วยไปแก้ปัญหา แต่การทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดไม่ใช่เรื่องง่าย คนในพื้นที่จะไม่ไว้ใจคนนอก การเข้าไปให้ความรู้จึงต้องสร้างความไว้ใจแก่คนในพื้นที่ ให้คนในพื้นที่เลือกอาสาสมัครที่เขาไว้ใจและสมัครใจ เข้ามาอบรมเรียนรู้กับปิดทองฯ เป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งในพื้นที่ ชุมชนบ้านจำปูน อ. รามัน จ. ยะลา มีการสำรวจข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม พบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้าง มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 110,000 บาทต่อปี แต่มีเงินออมเพียง 1,700 บาทต่อปีเท่านั้น 

“...เมื่อมีน้ำ เราสนับสนุนให้เขาปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือแบ่งขาย และจะไม่ทิ้งพื้นที่จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าเขาสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน มีคนมาต่อยอดคนรุ่นนี้ และต้องไม่ใช่การทำเกษตรแบบพ่อแม่แต่เป็นทักษะที่ต้องต่อยอด คือ Social Enterprise และ Sub-Potential Economy ซึ่งต้องดูพัฒนาการไปถึง 9 ปี สิ่งที่เห็นตอนนี้แค่เพียงผิวเท่านั้น...” 

สำหรับสายตาของคนในพื้นที่อย่างนายกอเซ็ง สาและ ผู้นำศาสนาและชาวบ้าน ชุมชนบ้านจำปูน มีความเห็นเช่นเดียวกับ นางจันทร์เพ็ญว่า การเข้ามาของปิดทองฯ จะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้จริงหรือ เพราะที่ผ่านมาภาครัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แต่สักระยะก็หายไป เมื่อให้เลือกตัวแทนไปอบรม ก็ตั้งใจที่จะส่งเด็กมีปัญหาไปดูงาน แต่สิ่งที่ได้รับเมื่อเด็กเหล่านั้นกลับมาคือความเปลี่ยนแปลงที่สามารถแนะนำคนในชุมชนให้ประกอบอาชีพได้ตามศาสตร์พระราชา มีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีเงินออกราว 500 บาทต่อสัปดาห์ จากการทำเกษตรผสมผสานแล้วส่งผลผลิตที่เหลือกินให้กับโรงพยาบาลรามัน 

• ปั้น “ทีมดี” ถ่ายองค์ความรู้เอกชนสู่ชุมชน

 

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวต่อไปว่า ส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนานั้นปิดทองหลังพระได้ขยายความร่วมมือออกไปอย่างกว้างขวางเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมากจากทุกภาคส่วน โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมกันกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทำงานกันทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย 

ในปีที่ผ่านมาก็ได้ริเริ่มความร่วมมือกับพันธมิตรภาคธุรกิจให้เข้าร่วมสืบสานแนวพระราชดำริซึ่งปัจจุบันรวมตัวกันภายใต้ชื่อ “ทีมดี” ประกอบด้วย 4 มูลนิธิ คือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ มูลนิธิรากแก้ว และมูลนิธิมั่นพัฒนา ส่วนภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารไทยพาณิชย์, เครือเจริญโภคภัณฑ์, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), เทสโก้โลตัส และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด 

“...ในตอนนี้ต้องเรียกว่าทีมดียังอยู่ในขั้นดูใจกัน ยังคาดหวังอะไรมากไม่ได้ เพราะไม่เคยร่วมงานกันใกล้ชิดมาก่อน แต่ผมก็หวังว่าธุรกิจใหญ่ ๆ ที่ทำกำไรมาก ๆ จากภาคประชาชนจะเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นไปได้ นำเอาความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กรแต่ครบทุกห่วงโซ่มาดำเนินงานในพื้นที่เดียวกัน ต้องให้เขาเห็นชาวบ้านเป็นสำคัญ แต่ไม่ใช่การให้เปล่าหรืออุปถัมภ์ แต่เป็นการพัฒนาที่ให้ประโยชน์ทั้งแก่รัฐ เอกชน และประชาชน...” 

ปัจจุบัน "ทีมดี" ริเริ่มทดลองทำงานด้วยกันในพื้นที่ อ. อุบลรัตน์ จ. ขอนแก่น โดยมีบริษัทน้ำตาลมิตรผลฯ และเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นแกนนำส่งเสริมการเกษตรและส่งเสริมการทำแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ 

ปิดทองหลังพระฯ สนับสนุนอย่างเต็มที่ให้สื่อมวลชนมีบทบาทมากขึ้นในการร่วมพัฒนาประเทศผ่าน ชมรมสื่อมวลชนพัฒนาชนบทหรือชมรมสื่อบ้านนอก ที่จะริเริ่มงานวิชาการตีแผ่ความจริงชนบทไทยทุก ๆ ปีเริ่มจากปลายปีนี้ โดยได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

สามารถอ่านและดาวน์โหลดหนังสือ "สืบสาน เบิกบานใจ" สูจิบัตรงานแถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2560 มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ที่นี่