คอลัมน์เวทีมั่นพัฒนา วันที่ 25 มิถุนายน 2561

กองทุนสวัสดิการชุมชน บูรณาการแบบองค์รวม

สร้างสุขภาวะที่ดี เพื่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอยู่ดี-มีสุข

อ่านเนื้อหาแบบ PDF

 

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 สำหรับ “โครงการมอบรางวัลองค์กรสวัสดิการชุมชน: ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์” ตามแนวคิดคุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทิน แห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ของศาสตราจารย์ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยในปีนี้สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะอนุกรรมการส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน ในคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิมั่นพัฒนา และวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดงานมอบรางวัล “ธรรมาภิบาลดีเด่น แห่งปี 2561” ให้แก่กองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีผลงานเป็นเลิศ เพื่อยกย่องเชิดชูกองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่น เพื่อเป็น “แบบอย่างที่ดี” ให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรมจนก่อให้เกิดเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน

สวัสดิการชุมชนที่มุ่งสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อสุขภาวะที่ดี

กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทับพริก  1 ใน 8 กองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่นที่ได้รับรางวัล “ด้านการส่งเสริมสุขภาพ การรักษา ดูแล ป้องกัน สุขภาวะของคนในชุมชน” ซึ่งมีแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาและแก้ปัญหาสุขภาพให้แก่คนในชุมชนให้มีสุขภาวะที่ดีเป็นเป้าหมายสำคัญ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน

นายวิชิต คำไกร เลขานุการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทับพริก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ด้วยบริบททางภูมิศาสตร์ของตำบลทับพริกที่เป็นพื้นที่สุดเขตชายแดน ห่างไกลความเจริญและตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดารทำให้ประชาชนในชุมชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างลำบาก และยังเต็มไปด้วยปัญหาทางสังคมที่เสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย ชีวิต และสุขภาพของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว ยาเสพติด  อาชญากรรม แรงงานข้ามชาติ ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่มีอาชีพเกษตรกรรมซึ่งมีรายได้น้อยและฐานะค่อนข้างยากจน ทำให้การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐโดยเฉพาะสวัสดิการด้านสาธารณสุข เช่น การดูแล การรักษา และป้องกันสุขภาพเป็นไปด้วยความยากลำบากและไม่ทั่วถึง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดจากการรวมตัวของสมาชิกในชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีแนวคิดเรื่องการจัดการสุขภาวะและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพื่อมุ่งหวังให้คนในชุมชนมีการสุขภาวะที่ดีมากกว่าสวัสดิการขั้นพื้นฐาน นำมาสู่การจัดก่อตั้ง “กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทับพริก” เมื่อปีพ.ศ. 2551

การบริหารจัดการสวัสดิการของกองทุนฯ มุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพให้คนในชุมชนมีสุขภาวะที่ดี พฤติกรรมสุขภาพดี มีการออมเงินเพื่อสุขภาวะ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีครอบครัวที่อบอุ่น โดยแนวทางการดำเนินงานของกองทุนฯ ขับเคลื่อนผ่านกลไกสำคัญคือ "ยุทธศาสตร์ 3 สายใยรัก" ที่มาจากการทำงานแบบบูรณาการ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) องค์การบริหารส่วนตำบลทับพริก และผู้นำชุมชน ที่มีการรวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนการจัดสวัสดิการดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ให้กับกลุ่มแม่และเด็ก เยาวชน และผู้ป่วยในชุมชน

ยุทธศาสตร์ 3 สายใยรัก ได้แก่ 1) สายใยรักจากอสม. มุ่งเน้นการติดตามสร้างเสริมสุขภาพผ่านกลไก อสม. ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยผ่านกระบวนการอบรมให้ความรู้จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและการปฏิบัติด้วยความเสียสละต่อประชาชนหมู่บ้าน 2) สายใยรักจากอบต. การพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม บำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น การสนับสนุนการบริหารจัดการการดำเนินงาน และการสนับสนุนงบประมาณโดยการจัดสวัสดิการชุมชนช่วยเหลือชุมชน 3) สายใยรักจากผู้นำชุมชน มุ่งเน้นกิจการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นายวิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐาน กองทุนฯ ยังได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสรุปบทเรียน เพื่อยกระดับการจัดสวัสดิการรูปแบบอื่นๆ ที่มากกว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีของตำบลผ่านรูปแบบสวัสดิการใหม่ และกิจกรรมที่สำคัญ อาทิ สวัสดิการเพื่อช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยภายในชุมชน เช่น  รถบริการรับส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอำเภอหรือ จังหวัด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สวัสดิการดูแลเด็กและเยาวชนโดยช่วยแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ในชุมชน มาสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ หรือประกวดวาดภาพสะท้อนปัญหาชุมชน  เพื่อปลูกฝังเด็กให้เห็นถึงภัยอันตรายต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการจัดสวัสดิการในลักษณะพิเศษ ด้วยลักษณะพื้นที่เป็นพื้นที่ชายแดน จึงให้สิทธิในการเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการแก่แรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาอยู่อาศัย ซึ่งจากการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวนอกจากจะส่งเสริมเรื่องการดูแลสุขภาพที่ถ้วนหน้า เท่าเทียม และไม่แบ่งแยกสัญชาติแล้ว ยังสามารถควบคุมโรคสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่คนในชุมชนได้อีกด้วย

 “ความสำเร็จที่สำคัญของตำบลทับพริกคือการพัฒนาเป็นตำบลสุขภาวะ ซึ่งกองทุนสวัสดิการชุมชนได้เข้าไปมีบทบาทในการเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนที่สนใจได้เข้ามาศึกษาดูงานการพัฒนาในพื้นที่ โดยต่อมาได้ร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนและภาคีเครือข่ายประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาวะตำบลเป็นแห่งแรกของจังหวัดสระแก้ว รวมถึงการบรรจุระบบสวัสดิการชุมชนไว้ในธรรมนูญสุขภาพตำบล อันนำไปสู่การก่อให้เกิดความยั่งยืนของระบบสวัสดิการชุมชนอีกด้วย

สวัสดิการแบบองค์รวมโดยชาวบ้านเพื่อชาวบ้าน

กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบางเลน  อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม  เป็นอีกหนึ่งกองทุนสวัสดิการที่ได้รับรางวัลกองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่น  “ด้านผลงานจัดสวัสดิการชุมชนแบบองค์รวมหลายมิติ : สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายแห่ง เพื่อแก้ไขปัญหาของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” โดยจุดเด่นของกองทุนฯ คือ การจัดสวัสดิการโดยชาวบ้านเพื่อชาวบ้าน ที่มุ่งเน้นการจัดสวัสดิการชุมชนแบบองค์รวม เน้นการมีส่วนร่วม เชื่อมโยงและบูรณาการทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรจนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

นายสมควร รวยเรืองรุ่ง ผู้ริเริ่มก่อตั้งและเลขานุการกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบางเลน  อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม กล่าวว่า กองทุนนี้เป็นกองทุนที่เกิด “โดยชาวบ้าน เพื่อชาวบ้าน” อย่างแท้จริง เพราะจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งกองทุนฯ มาจากการริเริ่มของชาวบ้านในชุมชนตำบลบางเลนที่ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนในชุมชนสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างเท่าเทียมกัน จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งกองทุนฯ ในปีพ.ศ. 2552 ที่ต่อยอดจากชมรมผู้สูงอายุของตำบลบางเลน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนในชุมชนที่ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงสวัสดิการของชุมชนในทุกมิติอย่างทั่วถึงเพิ่มมากขึ้น

แนวทางการดำเนินงานของกองทุนฯ คือการใช้กองทุนฯ เป็นสื่อกลางในการดำเนินงานขับเคลื่อนเรื่องการบริหารจัดการสวัสดิการที่ยึดหลักการสำคัญ คือ “บอกให้เขารู้” ที่เริ่มจากการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในชุมชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของสวัสดิการชุมชน  เช่น การทำแผ่นพับ การใช้เสียงตามสายของเทศบาล ต่อมาคือการ “ทำให้เขาเห็น” ด้วยการลงพื้นที่พบประชาชนซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนกิจกรรม เพื่อ “ขจัดปัญหา” และสุดท้าย “สร้างศรัทธา” ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน โดยกองทุนฯ จัดสวัสดิการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) การจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ “ใช้เงินเป็นตัวตั้ง” มี 13 ประเภท อาทิ รับขวัญเด็กแรกเกิด ป่วย เสียชีวิต ทุนการศึกษา ผู้สูงอายุยากไร้ เป็นต้น และ 2) การจัดสวัสดิการที่ช่วยเหลือสมาชิกและชุมชนโดย “ใช้เงินเป็นเครื่องมือ” อาทิ การฝึกอบรมอาชีพ การแก้ปัญหาน้ำดื่ม การสอนกฎหมายใกล้ตัวให้ประชาชนและนักเรียน เป็นต้น ซึ่งวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการแบ่งแยกประเภทของสวัสดิการอย่างชัดเจน เพื่อสร้างการบริหารกองทุนที่มีธรรมาภิบาล เน้นความโปร่งใส และประชาชนสามารถเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างถ้วนหน้า

สิ่งสำคัญที่ทำให้กองทุนฯ ประสบความสำเร็จ นายสมควร กล่าวว่า คณะกรรมการกองทุนฯ ใช้การบริหารจัดการสวัสดิการแบบองค์รวม โดยเชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วนเป็นโครงข่าย และบูรณาการทำงานระหว่างองค์กรภายในเขตเทศบาลตำบลบางเลน 12 องค์กร และองค์กรภายนอกเขตตำบลเทศบาลอีก 5 องค์กร โดยตัวอย่างวิธีการบูรณาการทำงานภายในเขตเทศบาล เช่น  การเชิญผู้นำชุมชน หรือผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมเป็นกรรมการบริหาร  ที่ปรึกษา วิทยากร การตรวจรักษา ออกเยี่ยมผู้ป่วย มอบสิ่งของ ร่วมกิจกรรมต่างๆ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ฯลฯ สำหรับแผนการจัดสวัสดิการในปีนี้ กองทุนฯ เตรียมจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุขึ้น เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อคลายความเหงา เช่น การจัดกิจกรรมออกกำลังกาย การจัดให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพ และการอบรมวิชาชีพผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีงานทำและวิชาชีพ

“เราเป็นกองทุนฯ ที่จัดสวัสดิการโดยชาวบ้านเพื่อชาวบ้านอย่างแท้จริง เพราะกองทุนฯ เปิดโอกาสให้กับชาวบ้านทุกคนสามารถเข้าถึงสวัสดิการ และร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง นอกจากนี้กองทุนฯ ยังมีระบบการบริหารจัดการกองทุนที่โปร่งใส และมีการบูรณาการร่วมกัน ซึ่งผลจากการจัดสวัสดิการแบบองค์รวมนี้ได้ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกและประชาชนอย่างชัดเจน และยังช่วยให้คนในเทศบาลตำบลบางเลนมีโอกาสได้เข้าถึงสวัสดิการได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย”