คอลัมน์เวทีมั่นพัฒนา วันที่ 16 กรกฎาคม 2561

Creating Future Great Leaders ปี2

สร้างนักบริหารรุ่นใหม่ “ดีและเก่ง” ขับเคลื่อนธุรกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

อ่านเนื้อหาแบบ PDF

 

เมื่อกลางปีที่ผ่านมา มูลนิธิยุทธสาร ณ นคร เพื่อสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้จัดหลักสูตรอบรม Creating Future Great Leaders ประจำปี 2561 ซึ่งมีวัตถุประสงค์มุ่งค้นหานิสิต นักศึกษา และเยาวชนสาขาการบริหารจัดการธุรกิจจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศให้เข้าร่วมอบรมบ่มเพาะเป็นนักธุรกิจและผู้บริหารรุ่นเยาว์ที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว เข้าสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ ตาม Future Global Competency และ “สร้างนักบริหารดีและเก่ง” ให้เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนไทยต่อไป โดยทางโครงการฯ ได้รับเกียรติจากผู้บริหาร นักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศที่เต็มไปด้วยศักยภาพและประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจ มาร่วมเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นระยะเวลา 13 วัน ระหว่างวันที่  20 มิถุนายน -3 กรกฎาคม 2561 ณ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

คุณวิชัย เบญจรงคกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบญจจินดา โฮลดิ้ง จำกัด ในฐานะประธานโครงการ “สร้างนักบริหารดีและเก่ง” กล่าวเปิดโครงการฯ ว่า มูลนิธิฯ จัดโครงการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 14 ปีแล้ว เพื่อมุ่งหวังให้นักศึกษาได้รับรู้แนวโน้มและกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในโลกการบริหารธุรกิจแนวทางใหม่ เนื่องจากปัจจุบันการบริหารธุรกิจยุคใหม่มีตัวแปรที่สลับซับซ้อนและส่งผลกระทบมากขึ้น ไม่ว่าสถานการณ์การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น การใช้เทคโนโลยีมาช่วยการตัดสินใจธุรกิจ บุคลากรในองค์กรมีการแข่งขันมากขึ้นทั้งด้านความรู้และการใช้เครื่องมือต่างๆ หลักสูตรฯ นี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาในการก้าวเป็นผู้บริหารและผู้นำที่มีศักยภาพทั้งดีและเก่ง รวมถึงมีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ต่อไป

“นอกจากหลักสูตรฯ จะให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่างๆ ของการเป็นผู้นำแล้ว นักศึกษายังได้เรียนรู้และออกพื้นที่จริง เพื่อรับการถ่ายทอดความคิดจากชุมชน หน่วยงาน ภาคเอกชนต่างๆ ซึ่งจะทำให้นิสิตนักศึกษาได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงของโลกภายนอกห้องเรียน และที่สำคัญเรามุ่งมั่นให้นักศึกษาได้เห็นมุมมองความคิดของการทำความดี มีคุณธรรมจริยธรรมในการบริหารกิจการซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้บริหารที่จะทำให้องค์กรเกิดความก้าวหน้าประสบความสำเร็จและยั่งยืน”   

สำหรับเนื้อหาหลักสูตรตลอดระยะเวลา 13 วันของโครงการฯ นั้น จะประกอบด้วยองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่างๆ ในการก้าวสู่การเป็นผู้บริหารและผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ตาม Future Global Competency ครอบคลุมเนื้อหาทั้งด้าน Business Acumen และด้าน Leadership Essential เช่น ในเรื่อง Business Ethic, Strategic Thinking and Global Mindset, Business Transformation Through Digital Disruption, Innovation, Leadership Communication, Design Thinking, Business Etiquette เป็นต้น ในการอบรมได้รับเกียรติจากผู้บริหารและนักธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย ร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ตรงให้แก่เหล่านิสิตและนักศึกษาตลอดโครงการ รวมทั้งการพานิสิต นักศึกษาลงพื้นที่ศึกษาดูงานจริงในชุมชนและบริษัทที่มีชื่อเสียง  

คุณสิริมน ณ นคร Managing Director บริษัท โอเพ่น ไดอะล็อก จำกัด ในฐานะหัวหน้าโครงการ     (Project Head Master) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 13 วัน นอกจากนิสิตนักศึกษาจะได้รับความรู้และทักษะด้านการบริหารต่างๆ จากวิทยากรซึ่งเป็นผู้บริหารและนักธุรกิจชั้นแนวหน้าแล้ว นิสิต นักศึกษายังได้ลงมือปฏิบัติการทำแผนธุรกิจภายในโจทย์ “เราจะพลิกธุรกิจไทยสู่สากลได้อย่างไร” โดยน้องๆ นิสิต นักศึกษาจะนำข้อมูลความรู้ที่ได้จากวิทยากรมาวิเคราะห์และประยุกต์ใช้กับการทำแผนธุรกิจต่อไป

 “หัวใจหลักในการดูแผนธุรกิจ หรือ Business Case ที่ดี จะต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่    Ploblem คือ การวิเคราะห์ปัญหาที่ชัดเจน และการปรับใช้เพื่อก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ Solution คือ การพัฒนาและการสร้างแบรนด์ ได้แก่ การสร้างผลงานทางธุรกิจและการเกิดนวัตกรรรม รวมถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างจากที่มีอยู่เดิม และสุดท้าย Communication & Presentation Skill คือ นอกจากคิดเก่งแล้ว จะต้องอธิบายเป็นคำพูดให้ได้ หรือถ่ายทอดให้คนอื่นได้เก่งด้วย”

ธุรกิจยั่งยืนบนแนวทางของความเป็นไทย

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ให้เกียรติบรรยายหัวข้อ Sustainable Enterprise: The Thai Approach แก่น้องๆ นิสิต นักศึกษาจากโครงการสร้างนักบริหารดีและเก่งในการอบรมวันแรก โดย ดร.บัณฑูร ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องของการดำเนินธุรกิจกับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เราทุกคนว่า ต่างมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแยกออกไม่ได้ ธุรกิจเป็นกลไกทางสังคมที่มีพลังในการสร้างและเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ในขณะเดียวกันธุรกิจก็เป็นส่วนที่สร้างปัญหาให้กับโลก ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การเพิ่มปริมาณขยะ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำไปสู่ปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ หรือการเกิดปัญหาโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ ปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจที่ก่อเกิดการแย่งชิงทรัพยากร ความไม่เท่าเทียม การบริโภคที่เกินพอดี และความอดอยากขาดแคลนของคนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงได้ ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะกลายมาเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเองเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการเรียกร้อง และแนวคิดเรื่องความยั่งยืนขึ้นในเวทีโลกขึ้น ตั้งแต่ ค.ศ.1972 ซึ่งเป็นการประชุมเรื่องสิ่งแวดล้อมครั้งแรกโดยองค์การสหประชาชาติ ณ เมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน หลังจากนั้นมีการขับเคลื่อน โดยการเริ่มก่อตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องสิ่งแวดล้อม คือ UNEP และเกิดสนธิสัญญาต่างๆ มากมาย แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องของความยั่งยืนกลับไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจาก การดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นเพียงการทำกิจกรรม หรือโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วจบไป รวมถึงการขาดกลไกดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็งขององค์การสหประชาชาติ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้จริง ส่งผลให้เกิดการทบทวนต่อเรื่องดังกล่าว เกิดเป็น “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development Goals: SDGs ) 17 ข้อ 169 เป้าประสงค์ 241 ตัวชี้วัดขึ้น เมื่อกันยายน ค.ศ.2015 ซึ่งเป้าหมายทั้งหมด สามารถจัดกลุ่มเป็นเรื่องหลัก 5 เรื่อง (5P) ได้แก่ People, Planet, Prosperity, Peace และ Partnership ทั้งนี้เป้าหมายดังกล่าวจะเป็นจุดร่วมกันของโลกในการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น โดยไม่มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน แต่จะให้แต่ละประเทศที่เข้าร่วมเป็นผู้กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมกับปัญหาและบริบทของแต่ละประเทศด้วยตนเอง

ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกสหประชาชาติได้นำเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มาเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการกำหนดและจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ซึ่งได้ระบุไว้ในมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560

ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ยังได้วางแนวทางและยุทธศาสตร์เพื่อให้ตอบโจทย์ 5 P ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกเป้าประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาและเสริมศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อยู่บนแนวคิด “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์ของพระราชา” เพราะสามารถพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ที่ผ่านมาศาสตร์ของพระราชานั้นเป็นแนวทางการพัฒนาที่สามารถส่งเสริม และแก้ปัญหาได้จริงทั้งเรื่องของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และนำไปสู่ความเจริญความก้าวหน้าของประเทศบนพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านการขับเคลื่อน SDGs ในภาคธุรกิจ มีการจัดตั้งกลุ่ม UN Global Compact  ขึ้น ซึ่งเป็นการรวมตัวของบริษัทภาคเอกชนขนาดใหญ่หลายบริษัทที่ตระหนักถึงเรื่องของความยั่งยืน โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านแรงงาน ด้านสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านคอร์รัปชัน ในประเทศไทยเอง โดยการริเริ่มรวมตัวของ 15 องค์กรชั้นนำ ก่อตั้ง Global Compact Network Thailand เพื่อขับเคลื่อนงานตามแนวทางของ UN Global Compact  ซึ่งมีรูปแบบการความร่วมมือหลายรูปแบบ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนให้บรรลุความสำเร็จ ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนด้วยกันเองหลาย ๆ องค์กร เพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ได้แก่ การขจัดความยากจน การแก้ปัญหาเรื่อง Climate Change การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ตลอดจนการสื่อสารสังคม

“การขับเคลื่อน SDGs เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จะนำไปสู่การปรับประเทศครั้งใหญ่ และจะสามารถขับเคลื่อนอย่างสำเร็จได้ ด้วยความร่วมมือของทุกคน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 59 จาก 156 ประเทศในเรื่องความก้าวหน้าการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จากรายงาน SDGs Index and Dashboards ประจำปี 2561 จัดทำโดย Sustainable Development Solutions Network (SDSN)”

จากการเรียนรู้เรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และแนวทางการดำเนินธุรกิจในแบบของไทยแล้วนั้น จะทำให้น้องๆ เริ่มเห็นบริบทและก้าวต่อไปของประเทศ เพื่อที่จะสามารถกำหนดทิศทางของธุรกิจให้ตอบโจทย์สังคมไทยอย่างยั่งยืนได้

ทั้งนี้หลังจากการอบรบทั้ง 13 วันแล้ว ได้มีการนำเสนอผลงานและแผนธุรกิจจากนิสิต นักศึกษาทั้ง 5 ทีม ซึ่งในปีนี้ทีมที่ได้รางวัลชนะเลิศ มาจากทีม School Ranger ซึ่งได้นำเสนอแผนธุรกิจเรื่อง Platform ในการรวบรวมทุนและโครงการ รองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม 7 Harmony ซึ่งได้นำเสนอแผนธุรกิจเรื่อง ริสแบนด์ช่วยเรื่องความปลอดภัย “KhoWhere” และรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม HOW THAI ซึ่งได้นำเสนอแผนธุรกิจเรื่อง Herbal Thai Massage “พริ้มไพล (Primplai)” พวกเขาเหล่านี้ จะเป็นความหวังของประเทศในการดำเนินธุรกิจด้วยคุณธรรม และนำธุรกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง