facebook share
facebook share
previous
next
การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่2
ACD Summit in Bangkok, Thailand
Asia Cooperation Dialogue

กรอบความร่วมมือเอเชียคืออะไร และมีวัตถุประสงค์อย่างไร

กรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue: ACD) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 ตามข้อริเริ่มของไทย โดยเป็นเวทีแรกและเวทีเดียวที่รวมประเทศจากทุกอนุภูมิภาคของทวีปเอเชียไว้ด้วยกัน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และยูเรเชีย) ได้แก่ บรูไนฯ กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มองโกเลีย อัฟกานิสถาน บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน    ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน บาห์เรน อิหร่าน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รัสเซีย ตุรกี ภายใต้บรรยากาศของความร่วมมือที่เป็นมิตรและไม่เป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการหารือกันในระดับนโยบายของภูมิภาคเพื่อสร้างประชาคมเอเชียที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

กรอบ ACD มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงนโยบายในระดับสูงสุด (ระดับผู้นำ) ที่ครอบคลุมทั้งทวีปเอเชีย โดยเน้นการส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศสมาชิก ความสมัครใจ และความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ตลอดจนความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมโดยอาศัยศักยภาพที่หลากหลายเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างครอบคลุมและยั่งยืน การรวมตัวทางเศรษฐกิจ แลกเปลี่ยนและแบ่งปันวิทยาการและความเชี่ยวชาญ และร่วมกันรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ เพื่อให้เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความเจริญรุ่งเรือง ความมั่นคง สันติภาพ เสถียรภาพ และมีประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา

บทบาทของไทยในกรอบ ACD

- ไทยเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง  ผู้ประสานงาน และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน ACD โดยที่ผ่านมา ไทยโดยทำหน้าที่เสมือนเป็นสำนักเลขาธิการ ACD มาตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง ปัจจุบันสำนักเลขาธิการชั่วคราว ACD ที่ได้จัดตั้งที่คูเวต เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างประเทศสมาชิก โดยไทยยังคงสถานะผู้ประสานงาน ACD ตามที่ประเทศสมาชิกร้องขอ และยังคงบทบาทในการให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของ ACD ทั้งในด้านสารัตถะและพิธีการแก่สำนักเลขาธิการฯ และประเทศสมาชิกอื่นต่อไป

- ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรี ACD มาแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2545 ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2546 และครั้งล่าสุด ครั้งที่ 14 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยที่ผ่านมา ไทยผลักดันการพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาคในกรอบ ACD ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการเห็นเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์รอบด้าน  ผ่านร่างแผนพัฒนาความเชื่อมโยง ACD (Road Map for ACD Regional Connectivity) ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาความเชื่อมโยงของ ACD ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

- ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ACD Summit ครั้งที่ 2 โดยไทยสามารถใช้บทบาทดังกล่าวผลักดันผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ส่งเสริมความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล โดยเฉพาะในแง่การพัฒนาประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมไปถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศที่มีต่อไทย โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ
  • ชูบทบาทนำและภาพลักษณ์ที่สร้างสรรค์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในการสร้างพลวัตของความร่วมมือในภูมิภาค และในการส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างครอบคลุม (inclusive growth) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น ข้อริเริ่มของไทยในการจัดทำเอกสาร ACD Vision for Asia Cooperation 2030 เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินความร่วมมือและปรับปรุงกลไกการทำงานของ ACD ให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์และความท้าทายของประเทศสมาชิกอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากขึ้น และการจัดลำดับความสำคัญของสาขาความร่วมมือของ ACD โดยผลักดัน 6 เสาหลักจาก 20 สาขาที่มีอยู่เดิม
  • ผลักดันการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยให้แข็งแกร่งและสอดคล้องกับนโยบายระดับภูมิภาค อาทิ นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ ซึ่งจะส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อุตสาหกรรมและสร้างอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในไทย นโยบาย Thailand 4.0 เศรษฐกิจดิจิตัล
  • ขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน (Public-Private-People Partnershp – PPPP) ในเชิงลึก โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ผ่านเวที ACD Connect Business Forum ซึ่งไทยจะจัดคู่ขนานกับการประชุม ACD Summit  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจและภาคการเงินของเอเชีย โดยฉพาะการส่งเสริมความร่วมมือด้าน Infrastructure Financing และการดึงดูด Sovereign Wealth Funds เพื่อผลักดันการระดมทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค
  • เผยแพร่ศักยภาพและจุดแข็งของไทยในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาอย่างครอบคลุมและยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ACD มีความสำคัญอย่างไรในเวทีโลก

- โดยที่สมาชิก ACD ทั้ง 34 ประเทศ เป็นกลุ่มประเทศที่มีความเจริญเติบโตมากที่สุดในโลกหลาย ๆ ด้าน และมาจากกลุ่มประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยในอีก 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจของ ACD จะมีขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36 ของเศรษฐกิจโลก (จากข้อมูลการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในอนาคตของ IMF) ซึ่งทำให้กลุ่มประเทศ ACD เป็นกลุ่มประเทศที่สามารถกำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคตได้ ดังนั้น ACD จึงมีภาระหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนความเจริญทางเศรษฐกิจในโลก ท่ามกลางเศรษฐกิจและการเงินของโลกที่ซบเซา และเป็นกลไกสำ­คัญในการสร้างความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย เพื่อให้ประชาชนในภูมิภาคมีความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจที่ดี มีความมั่นคง และสร้างประโยชน์ให้กับภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย ด้วยจำนวนประชากร 4.4 พันล้านคน และมี GDP รวมกันกว่า 26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือมากกว่า 1 ใน4 ของโลก)

 - ACD สามารถเป็นตัวเชื่อมโยงกับกรอบความร่วมมืออื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน โดยช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและต่อยอดเจตนารมณ์ทางการเมืองและพันธกิจซึ่งกันและกัน เนื่องจาก

(1) ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศเป็นสมาชิกกรอบ ACD ดังนั้น ความเชื่อมโยงในด้านต่างๆ ทั้งการค้าการลงทุน การเงิน การท่องเที่ยว จะช่วยเพิ่มพื้นที่ทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนให้ไปไกลว่า  AEC ตลาดของอาเซียนที่มีประชากรถึง 600 ล้านคน จะมีโอกาสเพิ่มสัดส่วนของตลาดเป็น 4.4 พันล้านคน หรือประมาณ 8 เท่าตัว

(2) ความร่วมมือของประเทศสมาชิกกรอบ ACD เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน กล่าวคือ ต่างเป็นความพยายามในการรวมตัวเป็นประชาคมทั้งสิ้น จากประชาคมอาเซียน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) สู่ประชาคมเอเชีย (ทุกอนุภูมิภาคของทวีปเอเชีย) นอกจากนี้ เสาหลักทั้ง 6 ของ ACD ได้แก่ (1) ความเชื่อมโยง (2) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (3) การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (4) ความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และน้ำ (5) วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว (6) การส่งเสริมแนวทางสู่การพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับ
การบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ค.ศ. 2030 จะช่วยผลักดันความร่วมมือและการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือใน 3 เสาหลักอาเซียน ได้แก่ (1) การเมืองและความมั่นคง (2) เศรษฐกิจ (3) สังคมวัฒนธรรม ก็จะช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าของความร่วมมือ
ในกรอบ ACD ด้วย

ความร่วมมือในประเด็นใดบ้างที่ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันผลักดันจนสำเร็จเป็นรูปธรรม

- ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ACD มีจำนวนประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นจาก 18 ประเทศเมื่อเริ่มก่อตั้ง               

เป็น 34 ประเทศ ครอบคลุมทุกอนุภูมิภาคของเอเชีย ซึ่งเป็นไปตามความตั้งใจของไทยที่จะรวมทวีปเอเชียเข้าด้วยกัน ล่าสุดอัฟกานิสถานเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 2555 ตุรกีเข้าเป็นสมาชิกเมื่อเดือน ก.ย. 2556 และเนปาลเข้าเป็นสมาชิกเมื่อเดือน มี.ค. 2559

- การจัดการประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ 1 ของคูเวต ผนวกกับนโยบายของกระทรวงฯ ในขณะนั้นที่ให้ความสำคัญกับ ACD เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการรื้อฟื้นและผลักดันให้ ACD มีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยมีข้อเสนอ/ โครงการที่ได้รับการผลักดันสืบเนื่องต่อมาในการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 11 ณ กรุงดูชานเบ ทาจิกิสถาน และที่ประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 12 ณ กรุงมานามา บาห์เรน ตามลำดับ ดังนี้

(1) การจัดตั้งสำนักเลขาธิการชั่วคราวที่คูเวต โดยคูเวตรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด นายบัณฑิต       หลิมสกุล ได้เข้ารับตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 2556 ทั้งนี้ คูเวตจะให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายของสำนักเลขาธิการชั่วคราวจนถึงการประชุมสุดยอด ครั้งที่ 2 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพเท่านั้น และต้องการให้มีการหาข้อสรุปเรื่องการจัดตั้งสำนักเลขาธิการถาวรโดยเร็ว

(2) แผนปฏิบัติการด้านพลังงาน (2556 – 2560) จัดทำโดยกลุ่มประเทศผู้ร่วมขับเคลื่อนด้านพลังงาน นำโดยอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ โดยได้รับการรับรองในที่ประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 12 เมื่อเดือน พ.ย. 2556 แผนปฏิบัติการด้านพลังงานกำหนด 5 มิติความร่วมมือ ได้แก่ 1) การพัฒนาและการใช้พลังงานหมุนเวียนและ non-conventional fuels 2) การสำรวจ พัฒนา และการใช้พลังงานที่พบในประเทศโดยใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการส่งเสริมการเข้าถึงพลังงาน 3) การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน 4) การจัดตั้งเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการอำนวยความสะดวกด้านการค้า และ  5) การส่งเสริมการลงทุนในผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

(3) Pan – Asia Connectivity ที่ประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ 1 สนับสนุนข้อเสนอของไทย ในการผลักดันความเชื่อมโยงในภูมิภาค ต่อมา ที่ประชุม รมต. ACD ครั้งที่ 12 ได้รับรองผลการประชุม Working Group Meeting on Enhanced ACD Regional Connectivity ครั้งที่ 1 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อเดือน ก.ค. 2556 โดยให้ประเทศสมาชิกหารือแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันประเด็นดังกล่าวและเพื่อจัดทำเอกสาร Roadmap for ACD Regional Connectivity ต่อไป ซึ่งต่อมาไทยได้ยกร่างเอกสาร Road Map ดังกล่าว และจัดการประชุม High Level Forum on ACD Regional Connectivity เมื่อเดือน ก.ย. 2557

- เมื่อเดือน พ.ค. 2557 จีนได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม  ACD Forum on Silk Road Cooperation  เพื่อประชาสัมพันธ์นโยบายเส้นทางเศรษฐกิจสายไหม (Silk Road Economic Belt) เส้นทางสายไหมทางทะเล (21st Century Maritime Silk Road) โดยที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับบทบาทของ ACD ในการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชีย ทั้งด้านพลังงาน  การรักษาสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามเส้นทางสายไหม โดยประเทศสมาชิกต่างสนับสนุนนโยบายเส้นทางสายไหมของจีนและเห็นว่า ACD สามารถมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงทุกอนุภูมิภาคในเอเชียเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับข้อริเริ่มของไทยในการผลักดันประเด็น ACD Regional Connectivity 

(4) การจัดตั้งรางวัลเมืองท่องเที่ยวแห่งเอเชีย (Asian Tourism Capital) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในเอเชีย โดยที่ประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 12 สนับสนุนให้กรุงมานามาเป็นเมืองท่องเที่ยวแห่งเอเชียปฐมฤกษ์ในปี 2557 ต่อมาที่ประชุม High Level Meeting on Asian Tourism Cities เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2557 ได้เห็นชอบหลักเกณฑ์ให้เสนอตำแหน่ง Asian Tourism Capital ให้กับประเทศที่จะเป็นประธาน ACD ในปีถัดไปโดยให้มีวาระดำรงตำแหน่ง 1 ปี

(5) การจัดตั้งกองทุน Asian Development Fund เป็นไปตามข้อริเริ่มของคูเวตเมื่อการประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ 1 ที่เสนอให้จัดตั้งกองทุนจำนวน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาในประเทศเอเชียนอกกลุ่มอาหรับ โดยคูเวตได้ประกาศให้เงินสนับสนุน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประสงค์ให้กองทุนเริ่มดำเนินการเมื่อได้รับเงินสนับสนุนจากประเทศสมาชิกครบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมกันสนับสนุนเงินสำหรับกองทุนดังกล่าว

สิ่งที่จะผลักดันให้สำเร็จต่อไป

- การผลักดันให้มีการดำเนินความร่วมมือตามเสาหลักทั้ง 6 ดังนี้

(1) ความเชื่อมโยง เพื่อเชื่อมต่อช่องโหว่ (missing links) ของความเชื่อมโยงในเอเชีย ทั้งด้านกายภาพและด้านกฎระเบียบในทุกแง่มุม อาทิ การคมนาคมขนส่ง โทรคมนาคมและการสื่อสาร ความเชื่อมโยงทางการเงิน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย

(2) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ และพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจดิจิตัล

(3) การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคเอเชียในเวทีโลก

(4) ความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และน้ำ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะต้องจัดสรรสำหรับการเกษตรและประมง (อาหาร) การผลิตกระแสไฟฟ้า (พลังงาน) การอุปโภคบริโภค (น้ำ) เป็นต้น

(5) วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพื่อเสริมจุดเด่นของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง และมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว

(6) การส่งเสริมแนวทางสู่การพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืน สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม

- ในการนี้ ไทยเสนอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาเป็นผู้นำในเสาหลักต่างๆ ตามจุดแข็งและความสมัครใจ โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานในแต่ละเสาหลักเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและประสิทธิภาพให้กับการผลักดันเสาหลักต่างๆ ต่อไป โดยผู้นำของแต่ละเสาหลักและประเทศสมาชิกที่สนใจสามารถเสนอโครงการและแผนดำเนินการในระยะสั้นและระยะยาวภายใต้เสานั้นๆ เพื่อทำให้ความร่วมมือทั้ง 6 เสาหลักเป็นรูปธรรมและนำมาซึ่งประโยชน์ในการพัฒนาประชาคมเอเชียในอนาคตอย่างแท้จริง อาทิ จีนเสนอตัวเป็นผู้นำในด้านความมั่นคงทางอาหาร / มาเลเซีย ด้านการศึกษา / ยูเออี ด้านความมั่นคงทางพลังงาน / อิหร่าน ด้านวัฒนธรรม / เกาหลีใต้ ด้าน STI

- เพื่อผลักดันการพัฒนาภูมิภาคเอเชียในเชิงลึก ไทยได้เสนอตัวเป็นผู้นำในเสาการส่งเสริมแนวทางสู่การพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืน โดยไทยมีแผนจะจัดตั้งคณะทำงานของเสานี้ในโอกาสแรก ซึ่งจะเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืนของแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อเผยแพร่จุดแข็งและกลยุทธ์ด้านการพัฒนาที่แตกต่างกันไปตามบริบทต่างๆ ในลักษณะบูรณาการ ไทยคาดหวังว่าประเทศสมาชิกจะสามารถเรียนรู้จุดแข็งของกันและกันเพื่อนำไปปรับใช้กับโมเดลการพัฒนาของประเทศตนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและปัญหาความยากจน ทั้งนี้ เมื่อทุกประเทศสามารถก้าวไปพร้อมๆ กันท่ามกลางพลวัตของการพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืนของภูมิภาค ไทยมั่นใจว่าประชาคมเอเชียที่มีความแข็งแกร่งและเท่าเทียมก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม